7.28.2556

ตอนที่ 37 : แผนการ Freeman

Free man คือเเผนการลงทุนที่ผม ได้คำนวณรูปแบบของการใช้ชีวิต สำหรับการสร้างครอบครัวในอนาคต ว่าควรจะเป็นไปในรูปเเบบใด  จึงจะสามารถจะตอบสนองถึง Life Style ได้ดีที่สุด  ในที่สุดผมก็ได้วาดแผนการที่เรียกว่า "เเผนการ Freeman" ขึ้นมา

Theme
1.เน้นสภาพคล่องของสินทรัพย์ ที่ลงทุนมาเป็นอันดับเเรก เราจึงให้ความสำคัญในการลงทุนในตราสารมาเป็นอันดับ 1 เพราะว่าสภาพคล่องที่สูง  เมื่อเราไม่สบายใจที่จะอยู่กับตราสารการลงทุนนั้นๆเราสามารถขาย เเล้วเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ค่อนข้างเร็ว
2.เน้นภาวะอิสระเป็นเเก่นหลักในการดำรงชีวิต คือเน้นอยู่ในภาวะปลอดหนี้ นั่นเอง  หรือถ้ามีหนี้ต้องหากระเเสเงินจากตราสาร มาเป็นผู้ช่วยในการผ่อนให้เรา
3.เน้นการสร้าง Cash Flow จากตราสารเพื่อรองรับ Life Style เช่น ถ้าอยากท่องเที่ยวที่ดีๆขึ้น สมมุติงบท่องเที่ยวปีละ 90,000  ก็ต้องหากระเเสเงินจากการลงทุนมา cover ให้ได้ โดยอาจจะลงทุนในหุ้นปันผล หรือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประเภท Free Hold ให้ได้ 1.5ล้าน ...(เพราะว่า 1,500,000 x 6%ผลตอบเเทนที่คาดว่าจะได้ = 90,000 บาท 
-เท่ากับว่าผลตอบเเทนจากการลงทุนในตราสาร เป็นตัวจ่ายค่าท่องเที่ยวให้ 

รูปแบบการลงทุน
เน้นการลงทุนในตราสารเป็นหลัก โดยกระจายเข้าไปในพอร์ตการลงทุน 2 กลุ่มด้วยกันนั่นคือ
1.หุ้น Growth : ใช้ในการสร้างความมั่งคั่ง ให้เติบโตในระยะยาว หุ้นกลุ่มนี้จะไม่มีการขายออกเพื่อนำเงินมาใช้ เเต่อาจจะขายเมื่อผลการดำเนิการของบริษัทนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่คาดไว้ มีเเต่ใส่เงินจากการทำงานเข้าไปเพิ่มขึ้นเรื่ิอยๆ โดยลงทุนในกิจการที่ชอบเเละพื้นฐานดีเป็นหลัก
2.หุ้นปันผล + กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ + หุ้นกู้ (รวมทั้งพอร์ตคาดหวังผลตอบเเทน 6-7%ต่อปี) : โดยพอร์ตนี้จะเน้นไปที่การสร้างกระเเสเงินสดที่เรียกว่า Passive income นั้นเอง

Life Style
1.มุ่งสร้าง Passive income จากการลงทุนในตราสารทางการเงิน
2.ใช้ Passive income ในการรองรับ Life Style เช่น รถ บ้าน ท่องเที่ยว ในอนาคต.... นั่นหมายความว่า ถ้ายังไม่มี Passive income ที่เพียงพอ ก็จะไม่ซื้อนั่นเอง  ตามคำกล่าวที่เรียบง่ายว่า "นกน้อยทำรัง เเต่พอตัว"
3.ไม่เน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เเม้ว่ามันจะดี เพราะว่าการมีอสังหาริมทรัพยืที่มันมากเกินไป ทำให้เราต้องพะวง เรื่องการดูเเล เช่น เเทนที่เราจะซื้อบ้านตากอากาศที่หัวหิน  เราก็เอาเงินส่วนนั้นไปลงทุนเเล้วหา Passive income ไปเที่ยวหัวหิน / กระบี่/ ภูเก็ตเเทน  .... อยากเที่ยวที่ไหนก็วางเเผนไว้ ซึ่งเเบบนี้จะทำให้เรามีงบประมาณสำหรับท่องเที่ยวได้
4.เน้นการท่องเที่ยว & เขียนถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ชีวิต .... ยิ่งเราท่องเที่ยวมากขึ้น เราจะมีมุมมมองใหม่ๆ กับการใช้ชีวิตมากขึ้น  เราจะมีรูปถ่ายเก็บไว้เพื่อบันทึกความทรงจำ  ตลอดรวมไปถึงสามารถที่จะเขียนบอกเล่าประสบการณ์ผ่าน Blog หรือว่า ออกหนังสือ ก็ได้ด้วย
5.เน้นเรื่องการถ่ายทอดความรู้ฟรี  .... โดยจัดสัมนาการลุงทุน อย่างต่อเนื่องเพื่อให้นักลงทุนไทย มีความรู้พื้นฐาน ที่จะสามารถนำเรื่องการลงทุน มาใช้ให้ชีวิตดีขึ้น


ป้องกันความเสี่ยง
1.ประกันชีวิตเเบบระยะยาว ... เพื่อให้ครอบครัวสามารถอยู่ได้ โดยที่ไม่ต้องอาศัยรายได้หลักจากเรา
2.ประกันสุขภาพ  ... ใช้ Block ค่าใช้จ่ายที่เราอาจจะไม่ได้คาดคิดเกี่ยวกับสุขภาพของเรา
3.ทองคำ  ที่มีมุลค่าเท่ากับ รายจ่ายของครอบครัวรวมกัน 1ปี .. เอาไว้ในยามที่โลกเกิดวิกฤติการณ์การเงินเเบบไม่คาดฝัน ซึ่งส่งผลให้เงินเเบบ Paper Asset เสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็ว
4.เงินสำรองจ่าย 6 เดือน

ตารางการสร้าง Cash Flow จากตราสารทางการเงิน

-เช่นเรามีเงินลงทุนในพอร์ตหุ้นปันผล + กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ + หุ้นกู้ (รวมทั้งพอร์ตคาดหวังผลตอบเเทน 6-7%ต่อปี) 1 ล้านบาท  ผ่านไป 1 ปีเราจะได้ผลตอบเเทนออกมาราวๆ 60,000 บาท  เมื่อนำมาหารเฉลี่ยต่อเดือนเราจะได้ 5,000 บาทต่อเดือน  ซึ่งเป็น Passive income นั่นเอง
-สมมุติเราอยากได้รถ Suzuki Swift ซัก 1 คัน ....สิ่งเเรกที่เราต้องทำคือ เช็คราคาเเละยอดผ่อนชำระต่อเดือน  สมมุติเราต้องผ่อนเดือนละ 10,000 บาท  งานของเราคือต้องสร้างพอร์ตการลงทุนให้ได้ 2 ล้านก่อนจะซื้อรถ เพื่อให้ผลตอบเเทนจากการลงทุนของเรา สามารถ  cover ค่าใช้จ่ายจากการผ่อนรถได้พอดีนั่นเอง
-นั่นหมายความว่า ยิ่งเราต้องการใช้ Life Style ที่หรูหรามากขึ้น เราก็ต้องสร้าง พอร์ตการลงทุนที่ให้ใหญ่นำไปก่อน

รูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อ Log in to Freeman
1.กันเงินออกมาจากเงินเดือน หรือรายได้ 30% ขั้นต่ำจากเงินเดือนทันที เพื่อนำเงินมาลงทุน สร้างพอร์ตทั้ง Growth เเละ พอร์ต Cash Flow
2.เเล้วใช้เงินส่วนที่เหลือ 70% อย่างอิสระ

การใช้เวลาเสาร์-อาทิตย์
1.หาความรู้ เเละข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน
2.พบปะกลุ่มนักลงทุน เพื่อเเลกเปลี่ยนมุมมองเเละเเชร์ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ
3.ท่องเที่ยว
4.ออกกำลังกาย
5.ดูหนัง
6.ทำบุญ

-สุดท้ายนี้ผมขอทิ้งท้ายสั้นๆด้วยคำกล่าวจากอาจารย์ที่ผมนับถือว่า "อิสรภาพสร้างได้ ถ้าใจมองเห็น"

9.25.2555

ตอนที่ 36 : โมเดลชีวิต

- ผมเคยเขียน Model ชีวิตของตนเองไว้เมื่อ 3 ปีที่เเล้ว  ซึ่งจากวันนั้นเป็นต้นมาก็มีการปรับเเต่งมาเรื่อยๆ จนได้โมเดลชีวิตของผมเองตามภาพ  ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเเชร์ให้เพื่อนๆได้ลองเอาไว้เป็นเเนวทาง  เผื่อว่าเพื่อนๆอยากจะสร้าง Model ชีวิตของตนเอง

-เริ่มจากบนสุด เป็น Theme ชีวิต ----> คือเราอยากที่จะใช้ชีวิต........โดยที่เราให้ความสำคัญกับอะไรเป็นหลัก  หรือว่าถ้าเราอยากจะลงลึกไปในด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวในชีวิต.........เราจะอยากลงลึกไปในทางด้านใด  ที่เราต้องการจะเป็นสุดยอดผุ้เชี่ยวชาญตัวจริง........  ซึ่งผมนั้นเริ่มออกค้นหาตัวเองมาตั้งเเต่ช่วงเป็นนิสิตปีหนึ่งเเละใช้เวลาถึง 7ปีกว่าจะค้นพบตัวเอง ว่าผมนั้นต้องการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน  ซึ่ง Theme ชีวิตของเพื่อนๆเเต่ละคนนั้น ผมเชื่อว่าไม่มีทางที่จะเหมือนกันอย่างเเน่นอน  เพราะคนเรานั้นมีความฝันเเละความชอบส่วนตัวที่เเตกต่างกันไป
.... คุณ A : อาจจะมี Life Theme ----> อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางเเผนทางการเงินส่วนบุคคล
.... คุณ B : อาจจะมี Life Theme-----> อยากจะเป็นสุดยอดนักเปียโน
.... คุณ C : อาจจะมี Life Theme-----> อยากจะเป็นสุดยอดนักลงทุนในหุ้น
.... คุณ D : อาจจะมี Life Theme-----> อยากจะเป็นสุดยอดนักธุรกิจเครือข่าย
.... คุณ E : อาจจะมี Life Theme-----> อยากจะเป็นสุดยอดนักเขียนการ์ตูน
.... คุณ F : อาจจะมี Life Theme-----> อยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์


- ไม่ว่าเราอยากจะสุดยอดด้านไหน  ขอให้เราเข้าไปค้นเข้าไปในใจตัวเองลึกๆ  ว่าจริงๆเเล้วเราต้องการอะไรจริงๆจากชีวิต  .......... การค้นหาตรงนี้อาจจะใช้เวลาพอสมควร เเต่เมื่อเราค้นพบเเล้วว่าจริงๆเเล้วตัวตนของเราเองนั้นเป็นอย่างไร  เราจะเกิดการโฟกัสเเละพุ่งตรงไปยังเป้าหมายของเราอย่างเร็ว  เเละจะมีความสุขในทุกๆวันที่เราตื่นขึ้นมาทำงาน

-หลังจากที่ผมเข้าใจตนเองว่าผมอยากใช้ชีวิตกับการโฟกัสด้านการลงทุนในตราสารอนุพันธ์  ----> งานที่ผมทำจึงเป็น Derivative Prop Trader (เทรดเดอร์ที่เทรดตราสารอนุพันธ์ทางการเงินเป็นหลัก)   ---> พอได้ทำงานที่ผมรัก ผมเลยไม่รู้สึกว่าเป็นการทำงาน  เหมือนเป็นการเข้ามาเล่นสนุก  เเละมีความสุขกับตลาดมากกว่า 

-ผมสนุกกับการทำงานในฐานะ Proprietary Trader มากๆ .........  มีคำถาม ที่ถามผมมากมายว่า ทำไมถึงไม่เลือกที่จะออกมาเทรดเอง  ผมตอบได้ง่ายมากๆครับ  เพราะว่า

1.ผมมีทีม+มีเพื่อนๆเทรดเดอร์ ได้เพื่อนๆเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ผ่านตลาดมามากมาย เราสามารถเรียนรู้เเละเเลกเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆกันได้เรื่อยๆ เเละเวลาที่เทรดอยู่ในห้องเดียวกันมันสนุกครับ อารมณ์เหมือนกันการเชียร์บอลโลกนัดชิงอย่างนั้นเลย  มีการส่งเสียงเฮอาตลอดเวลา เเละที่สำคัญมันมีเรื่องสนุกๆที่เอาไปเป็นประเด็นคุยกันทุกเที่ยงในเวลากินข้าว  ตลอดจนเล่นเกมส์กันทั้งช่วงพักเที่ยงเเละเย็น....ผมเชื่อว่าสถิติการเทรดที่ออกมาดีนั้นส่วนหนึ่ง (ส่วนใหญ่เลยทีเดียว) มาจากการมีทีมที่ดี  เคยส่งสัญญาณในยามที่ตลาดมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ  หลายจังหวะที่การอ่านตลาดเเบบทีม ทำให้เรามองเห็นภาพรวมตลาดเเละช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเทรดได้ดีกว่าการเทรดคนเดียว  ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นในทีมมากๆครับ    

2.สภาพเเวดล้อมที่เอื้อต่อการเทรด การที่เราเป็นเทรดเดอร์อาชีพนั้น มันมีกฏเกณฑ์ที่ช่วยให้เรามีระเบียบวินัย ทำให้เราต้องดูตลาดทุกวัน ส่งรายงาน เข้าประชุม Process เรานี้จะช่วยทำให้ผลการเทรดของเราต้องมีมาตรฐานครับ เพราะมีการตรวจสอบจากทางผู้่บริหารอยู่ตลอดเวลา

3.เป้าหมายในชีวิต : สมมุติว่าผมมีจำนวนเงินเเละเวลาจำนวนมาก ผมจะทำอะไร ---ผมก็ยังคงจะทำเหมือนเดิมครับ คือมี Theme ชีวิตเกี่ยวกับการเทรด อ่านหนังสือการเทรด สอนเรื่องราวการเทรด เขียนหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับการเทรด  ต่อให้มีเงินจำนวนมากจนใช้ไม่หมด Life style ผมก็คงยังจะไม่เปลี่ยนเเปลง ยังคงกินอาหารร้านเดิมๆ เเต่อาจจะใช้เวลาในการท่องเที่ยวมากขึ้น  ให้ความรู้กับผู้คนมากขึ้น  การที่มาอยู่ตรงจุดนี้ในฐานะของ Prop trader จึงถือว่าตรงตามเป้าหมายในชีวิตโดยทันที  ......
ถือเป็น Life style ที่ทำให้ผมมีความสุขในทุกๆวัน

-จาก 3 เหตุผลสำคัญนี้ ทำให้ผมย่อมที่จะรับกำไร 50%  ของการเทรด & Tax ในฐานะการเป็นเทรดเดอร์สังกัด บล. เเทนที่จะรับกำไร 100% & No tax ในฐานะเทรดเดอร์อิสระครับ

5.08.2555

ตอนที่ 35 : ความสำคัญของ การบริหารหน้าตัก

วันนี้ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจจะมาเเชร์ให้เพื่อนๆฟัง อย่างที่เคยบอกไปว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการเทรดนั้นอยู่ที่

1.ระบบในการเทรด 10%
2.การบริหารหน้าตัก (Money Management 30%)
3.เรื่องของระเบียบวินัย เเละประสบการณ์อีก 60%
รูปทั้ง 3 รูปต่อไปนี้ที่ผมนำมาให้ดู นำมาจาก E-book ต่างประเทศที่ชื่อว่า " True Money Management " ซึ่งในเล่มจะพูดถึงการบริหารความเสี่ยงต่างๆว่าส่งผลอย่างไรกับปริมาณของ ความเสี่ยงเเละกำไรที่เกิดขึ้น
- ทั้ง 3 รูปนี้ใช้ระบบเดียวกันในการเข้าออก เน้นคำว่า "ระบบเดียวกันในการเข้าออก" นะครับชื่อระบบว่า "1 Minute Daily. ซึ่งเป็นระบบนึงในการเทรดค่าเงิน โดยใช้รูปแบบที่เรียกว่า Break out คือ ถ้าราคา Break จากกล่องที่สร้างขึ้นไปทางด้านไหนให้ซื้อตามไปทางนั้นเลยโดยเน้น Reward / Risk ที่ 2 :1

รูปแรก-เกิดจากการใช้ระบบการบริหารเงินเเบบ Fixed Unit คือการคุมปริมาณความเสี่ยงไม่ให้เกิน 50$ ต่อการเข้าออก 1 ครั้ง ไปเรื่อยๆ เเบบนี้จะไม่มีการทบต้น พบว่าเมื่อเทรดตามระบบไปเรื่อยๆจะให้กำไรราวๆ 4,500$ ในระยะเวลา 2 ปี มีปริมาณเข้าออกราวๆ 500กว่าครั้ง ข้อสังเกตคือ Drawdown ต่ำ ---> คือเมื่อนับจากจุด Peak ที่เคยทำเเล้วระบบพากำไรเราลงมาเท่าไหร่ ยิ่งDrawdown ต่ำระบบยิ่งมีความปลอดภัย

รูปที่สอง-เกิดจากการใช้ระบบการบริหารเงินเเบบ 5% Risk /Trade คือการคุมปริมาณความเสี่ยงไม่ให้เกิน 5%ของพอร์ต ต่อการเข้าออก 1 ครั้ง ไปเรื่อยๆ เเบบนี้จะมีการทบต้นไปด้วย เพราะเมื่อพอร์ตโตขึ้นการเสี่ยงที่ 5%ก็จะเยอะขึ้นไปตามการเติบโตของพอร์ต พบว่าเมื่อเทรดตามระบบไปเรื่อยๆจะให้กำไรราวๆ 20,000$ ซึ่งสูงกว่าการบริหารหน้าตักเเบบเเรกกว่า 4 เท่าตัว ในระยะเวลา 2 ปี มีปริมาณเข้าออกราวๆ 500กว่าครั้ง ข้อสังเกตคือ Drawdown สูงขึ้น .... เเม้ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเเต่ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างชัดเจน
รูปที่สาม-เกิดจากการใช้ระบบการบริหารเงินเเบบ 10% Risk /Trade คือการคุมปริมาณความเสี่ยงไม่ให้เกิน10%ของพอร์ต ต่อการเข้าออก 1 ครั้ง ไปเรื่อยๆ เเบบนี้จะมีการทบต้นไปด้วย เพราะเมื่อพอร์ตโตขึ้นการเสี่ยงที่ 10%ก็จะเยอะขึ้นไปตามการเติบโตของพอร์ต พบว่าเมื่อเทรดตามระบบไปเรื่อยๆจะให้กำไรราวๆ 70,000$ ซึ่งสูงกว่าการบริหารหน้าตักเเบบเเรกกว่า 7 เท่าตัว ในระยะเวลา 2 ปี มีปริมาณเข้าออกราวๆ 500กว่าครั้ง ข้อสังเกตคือ Drawdown สูงมาก .... เเม้ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นเเต่ความเสี่ยงสูงมากเป็นเงาตามตัวไปด้วย

-จะเห็นว่าเเค่เพียงรูปแบบการบริหารเงินที่เปลี่ยนไปก็ทำให้ผลกำไรเเต่กต่างกันเรียกว่า 4-7 เท่าเลยทีเดียว เเสดงว่าเรื่องของ MM นัี้นสำคัญมากกว่าระบบในการเข้าออกอย่างชัดเจน

-หวังว่าทั้ง 3 รูปนี้จะทำให้เพื่อนๆนักลงทุนหันมาสนใจเรื่องราวของ Money Management กันมากขึ้นนะครับ

3.11.2555

ตอนที่ 34 : เป้าหมาย ความฝัน เเละความหวังของผม

ผมได้เข้าร่วมงานสัมนา Financial Camp ในวันที่ 2 ของการสัมนาช่วงบ่ายมีกิจกรรมให้ทำ นั้นคือ List เป้าหมายที่เราอยากจะทำในชีวิต 50 รายการจากนั้นต้องเขียนกำกับไว้ด้วยว่าทำไมเราถึงอยากได้เป้าหมายนั้น จริงๆเเล้วผมมีเป้าหมายที่ต้องทำไม่กี่รายการ พอต้อง List เลยเขียนออกมาได้เพียง 20 กว่ารายการเท่านั้น จากนั้นให้ตัดเหลือ 3 เป้าหมายที่.....ถ้าพรุ่งนี้เราต้องตายไปจากโลกนี้ ถ้าเราไม่ได้ลงมือทำเเล้ว เราจะรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิต ทำให้ผมต้องตัดเป้าหมายจนเหลือสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตผมจริงๆ 3 ข้อ นั่นคือ

1.การเขียน Blog บันทึกการเดินให้ครบอย่างน้อย 1,000 วันเเละจะเขียนไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ชีวิตผมยังคงอยู่ในเส้นทางการเทรด ---> ผมอยากมอบ Blog นี้ไว้ให้กับ ทุกๆคนที่สนใจการลงทุน สามารถที่จะเรียนรู้จากบันทึกของผมได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องไปหาทางอ้อม เเต่ได้เส้นทางที่ตัดตรงผ่านชีวิตของผม ผมหวังว่าในอนาคตไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น Blog อันนี้มันจะยังคงทำงานของมันต่อไปในฐานนะของผู้ส่งข้อความสู่คนที่อยากรู้การลงทุน

2.การจัดสัมนาให้ความรู้การลงทุนฟรี ---> ผมรู้สึกว่าถ้าการประสบความสำเร็จในฐานะเทรดเดอร์ของเราไม่ได้ช่วยให้สังคม หรือคนรอบข้าง เราจะทำไปเพื่ออะไร ผมจึงตั้งใจจะเรียนรู้มากๆ เข้าสัมนาเยอะๆ อ่านหนังสือ ทดลองลองผิดลองถูก -->เพื่อที่จะทำให้ผมถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนๆนักลงทุนที่สนใจการลงทุนสามารถที่จะประหยัดเวลาเเละประหยัดเงินไปได้ ไม่ต้องเสียเวลาเเละเสียเงินไปลองผิดลองถูกเอง สามารถตัดตรงจากประสบการณ์ของผมได้เลย พ่อเเละเเม่ของผมเป็นครู จึงอยากให้ผมถ่ายทอดความรู้คนอื่นๆ เเม่ผมถามเสมอว่าเมื่อไหร่ผมจะจัดสัมนาฟรี ความฝันข้อนี้จึงไม่ใช่เเค่ของผม เเต่เป็นของครอบครัวผมด้วย

3.ห้องสมุดการลงทุน Tradetory ---> นี่คือความฝันขั้นสูงสุดในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ มันเป็นฝันที่มีราคาเเพง เพราะอาจจะต้องใช้ Home office 3-4 ชั้น + สื่อการเรียนรู้ ซึ่งผมประเมินมูลค่าเเล้วฝันนี้มีราคาราวๆ 18M ถ้าผมมีเงินมากๆ ผมคงไม่ได้จะเอาเงินไปซื้อบ้านหรูๆ รถหรูๆ เเต่ผมอยากได้ห้องสมุดที่ผมเป็นคนจัดสรรหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนที่ดีๆ ทั้งจากในไทยเเละต่างประเทศ E-book DVD มารวมไว้ในที่เเห่งนี้ เเละยังเป็นสถานที่พบปะสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะเเวะเวียนมาเเลกเปลี่ยนความรู้กัน อาจจะเเวะเวียนมาทานโกโก้ร้อน เเละพูดคุยการลงทุน อาจจะเเวะมาเล่นเกมส์กระเเสเงินสด บอร์ดเกมส์ ฝันอันนี้ทางครอบครัวของผม พ่อเเม่ซึ่งเป็นครูสนับสนุนอยากให้มันเป็นจริง

นี่คือฝัน 3 ข้อที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิตของผม ส่วนเรื่องๆอื่นๆ ก็มีความสำคัญรองๆ ลงมา ---> เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าเเล้วเรื่องครอบครัว พ่อเเม่ล่ะ

--->ผมขอตอบอย่างนี้นะครับ ตัวผมเองนั้นมีเวลาให้กับพ่อเเม่เต็มที่ ผมเป็นลูกที่ดีไม่เคยทำให้พ่อเเม่ผิดหวัง เเละผมได้ทำประกันชีวิต+ สุขภาพเเบบเต็มที่ นั้นหมายความว่า ถ้าผมไม่อยู่เเล้วพ่อเเม่ผมก็ไม่ลำบาก พ่อเเม่ผมท่านใช้เงินอย่างประหยัด เเละระมัดระวัง ทำให้ครอบครัวของผมนั้นไม่มีหนี้เลย พ่อเเม่ของผมเป็นข้าราชการครูเลยทำให้มีรายได้เป็น Passive income จากเงินบำนาญไปตลอดชีพ อีกทั้งสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ด้วย ทำให้ผมไม่ต้องห่วงท่านมากนัก เเละถ้าผมสามารถทำเป้าหมาย 3 ข้อด้านบนได้ ท่านก็จะมีความภูมิใจมากๆ ที่ผมมีความเป็นครูเเละก็มีความที่จะเป็นผู้ให้เช่นเดียวกันกับท่าน

ถ้าเพื่อนๆมีเวลาลองเขียนเป้าหมายออกมา เเล้ว List ออกมาให้เหลือ 3 เป้าหมายที่คิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิตนะครับ.....เเล้วเราจะรู้ว่าเป้าหมายในชีวิตอะไรที่สำคัญในชีวิตกับเราจริงๆ ให้เรารีบลงมือทำซะ เพราะชีวิตมันไม่เเน่นอน เราจะได้ไม่ต้องมานั่งย้อนคิดว่า มันน่าเสียดาย กับเวลาที่มัน ผ่านไป เเละก็ผ่านไป

2.20.2555

ตอนที่ 33 : รวบรวมคำถาม - ตอบเกี่ยวกับ Prop Trader

เนื่องจากมีเพื่อนๆได้สอบถามเข้ามาทาง E-mail จำนวนมาก ผมรู้สึกว่าหลายคำถามนั้นซ้ำกัน เลยคิดว่าน่าจะสามารถรวบรวมมาเเล้วมาเขียนตอบในนี้ด้วยเลยครับ ผมจะได้ไม่ต้องเเยกตอบ เเละที่สำคัญเพื่อนๆนักลงทุนที่สนใจจะได้สามารถเรียนรู้ไๆปพร้อมๆกัน

Question 1 : คำถามสุดยอด Classic ที่โดนถาม เรียกว่าผมต้องตอบกันจนเบื่อกันไปข้างนึงเลยทีเดียว นั่นก็คือ "อยากทราบว่าทำไมถึงเป็น trader ให้กับบริษัทครับ ในเมื่อเก่งเทคนิคแล้ว มาเทรดของตัวเองไม่ดีกว่าเหรอครับ"
Ans 1 : มีหลายเหตุผลเลยครับ ที่เป็น Prop เเล้วสนุกกว่า การเทรดเองอยู่บ้าน ทั้ง.....

1.ค่าธรรมเนียมถูกกว่า เนื่องจากหน้าที่ส่วนนึงคือการสร้างสภาพคล่องให้ตลาด เมื่อเรามีปริมาณการเทรดที่เรียกว่ามากกว่าบุคคลทั่วไป จึงได้ส่วนลดจากวอลลุ่มการซื้อขายปริมาณมากๆครับ

2.มีทีม+มีเพื่อนๆเทรดเดอร์ ได้เจอเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ที่เรียกว่าขั้นเทพ ที่เราสามารถเรียนรู้เเละเเลกเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆกันได้เรื่อยๆ เเละเวลาที่เทรดอยู่ในห้องเดียวกันมันสนุกครับ อารมณ์เหมือนกันการเชียร์บอลโลกนัดชิงอย่างนั้นเลย เเละที่สำคัญมันมีเรื่องสนุกๆที่เอาไปเป็นประเด็นคุยกันทุกเที่ยงในเวลากินข้าว

3.สภาพเเวดล้อมที่เอื้อต่อการเทรด การที่เราเป็นเทรดเดอร์อาชีพนั้น มันมีกฏเกณฑ์ที่ช่วยให้เรามีระเบียบวินัย ทำให้เราต้องดูตลาดทุกวัน ส่งรายงาน เข้าประชุม Process เรานี้จะช่วยทำให้ผลการเทรดของเราต้องมีมาตรฐานครับ เพราะมีการตรวจสอบจากทางผู้่บริหารอยู่ตลอดเวลา

4.Session Trade ถ้าเป็นProp trade ตอนกลางวัน ---> สามารถจะมีเวลาเหลือไปดูNight session ช่วง 20.30-04.00 ซึ่งเป็นเวลาที่ตลาดต่างประเทศเปิดได้ เราสามารถเอาเวลาที่เหลือ ถ้าต้องการไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมตลาดต่างๆ ที่ไม่ตรงกับเวลาเทรดของเรา

5.รายได้--> รายได้ของเทรดเดอร์...ถ้าหากเราสามารถอ่านตลาดได้ขาด เเละมีประสบการณ์เเล้ว ก็จะมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 6-7 หลักได้อย่างไม่ยากเย็น อย่างที่บล.ผมเทรดเดอร์ที่ขึ้นขั้นคนล่าสุด ใช้เวลาไม่ถึง 6 เดือนก็สามารถขึ้นขั้นสุดท้าย เเล้วรับรายได้ระดับ 6 หลัก (ซึ่งเป็นรายได้เฉลี่ยในช่วงที่ตลาดกลางๆ หรือไม่ค่อยดีนัก) ..... สำหรับอาชีพ Prop trader ถ้าอ่านตลาดได้ขาดเเล้วเเล้วรายได้ 6-7 หลัก ถือเป็นเรื่องปกติครับ .... ซึ่งรายได้ตรงจุดนี้เป็น Active income คือรายได้จากการเป็น Employee โดยใช้เวลาทำงาน ซึ่งเราสามารถนำรายได้จากตรงนี้ไปลงทุนต่อเพื่อสร้าง สินทรัพย์ทำให้เกิด Passive income ได้ค่อนข้างเร็วครับ

6.เรื่องเวลา ---> เวลาทำงานจริงๆคือเมื่อตลาดเปิด เเละหยุดเมื่อตลาดปิด เเละไม่มีงานค้าง.. ผมเลยมีเวลาเหลือค่อนข้างมาก สามารถเอามาเขียน Blog / ออกกำลังกาย / อ่านE-book ดีๆ เพิ่มเติม / ทานข้าวกับเพื่อน / ดูหนัง ... เเละนอกจากนี้ที่ บล ของผมยังมี Programที่เรียกว่า Leave with out pay คือการลาหยุดยาวต่อเนื่องกันโดยตัดเงินเดือนของวันนั้นออกไป สำหรับใช้เพื่อพักยาวๆ เพื่อ Refresh ตัวเองอีกด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าผมต้องการหยุดต่อเนื่องซัก 1 เดือนเพื่อไปท่องเที่ยวเเละพักผ่อน ผมสามามารถใช้โปรแกรมนี้ได้ครับ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาเคลียร์งานค้าง

7.เรื่อง สังคม เเละคุณค่าในตัวเอง ---> ถ้าเราเป็นเทรดเดอร์เทรดเองอยู่บ้าน จริงอยู่ว่าอาจจะมีอิสระมากมายอาจจะมีเงิน มีเวลา เเต่มักจะต้องเจอคำถามที่ว่า "คุณทำงานอะไรอยู่" ซึ่งถ้าตอบกลับไปว่าเทรดหุ้นอยู่บ้าน หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ ......เเม้ว่าลายคนอาจจะไม่เเคร์ เเต่สำหรับผม... ผมให้ความสำคัญในจุดนี้เช่นกัน พี่คนนึงในเเผนกที่เทรดเองอยู่ที่บ้าน 2-3 ปี จนสามารถทำกำไรจากหุ้นกลุ่มเดินเรือได้อย่างต่อเนื่อง เค้าก็มาทำงานเป็น Prop trade เพราะอยู่บ้านเทรดเองมันเหงาเเละก็น่าเบื่อ ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน

8. เป้าหมายในชีวิต : สมมุติว่าผมมีจำนวนเงินเเละเวลาจำนวนมาก ผมจะทำอะไร ---ผมก็ยังคงจะทำเหมือนเดิมครับ คือมี Theme ชีวิตเกี่ยวกับการเทรด อ่านหนังสือการเทรด สอนเรื่องราวการเทรด เขียนหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับการเทรด การที่มาอยู่ตรงจุดนี้ในฐานะของ Prop trader จึงถือว่าตรงตามเป้าหมายในชีวิตโดยทันที โดยเป็นการทำงานที่ชอบครับ

9.ชั่วโมงบินการเทรด : ส่วนใหญ่นั้น Prop trader จะถูกกฏเกณฑ์ของบริษัทให้ต้องเน้น Day trading เพื่อลดความเสี่ยงจากการถือ Position ข้ามวันของบริษัทที่เรียกว่า Overnight risk บริษัทสามารถที่จะ Reliazed กำไรขาดทุนวันต่อวันได้เลย เเละเป็นการ Lock ไม่ให้ Trader ทุ่ม Bet เเบบall in เเล้วเกิดความเสียหายกับบริษัท ---> ด้วยระบบการป้องกันที่รัดกุมขนาดนี้ ทำให้ Trader ต้อง Monitor ตลาดใน Time frame ที่เล็กลงมาก เนื่องด้วยข้อจำกัดที่เกมส์ที่จะต้องจบในวัน ทำให้ความเครียดเเละกดดันในการเทรดนั้นสูงกว่าการลงทุนเเบบปกติมาก เเต่ด้วยความกดดันดังกล่าวที่ต้องเอาตัวรอดให้ได้ จะทำให้ Lerning Curve ไปไวมาก (เพราะ Time frame ที่มันเล็ก ---> จะทำให้เรามีกระบวนการตัดสินใจเกิดขึ้นหลายครั้ง กว่า Time Frame ใหญ่)

..... เมื่อเราต้องเทรดเเบบ Day trading เเล้วเราจะต้องอยู่หน้าจอตลอดเวลา เเละมีการตัดสินใจเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ---> เมื่อมีการตัดสินใจเกิดขึ้นซ้ำอีก ซ้ำอีก ซ้ำไปเรื่อยๆ เป็น 100 ครั้ง 1000 ครั้ง 10,000 ครั้ง 100,000ครั้ง ระบบการตัดสินใจของเราจะมีการพัฒนาขึ้นให้เราสามารถที่จะเอาตัวรอดจากตลาดได้มากขึ้นเรื่อยๆ เเละสามารถทำกำไรเเบบต่อเนื่อง จนเรียกว่าเป็น Automatic

ผมเชื่อว่าการที่เราเข้ามาเรียนรู้ทักษะตรงนี้ มันย่นระยะเวลาในการเรียนรู้ได้มากๆครับ เพราะว่า เราจะเห็นอารมณ์ของตลาด + อารมณ์ของตัวเองอย่างชัดเจน เราจะเห็นข้อผิดพลาด ข้อที่ต้องปฏิบัติ ข้อห้าม เเละอะไรอีกมากมาย............... ตรงนี้มันคือทางลัดจริงๆในการที่จะเข้าใจ กระบวนการเทรดทั้งหมดภายในระยะเวลาเเค่ 2-3 ปี เท่านั้น .... เเละถ้าเราเข้าใจวิธีการเอาตัวรอดเเละทำกำไรในตลาดไทยได้เเล้ว การที่เราจะเข้าไปเทรดในตลาดต่างประเทศมันก็ใช้กระบวนการอย่างเดียวกัน นี่เอง

Question 2 : การจะเป็น prop trade ได้ต้องมีคุณสมบัติด้านไหนบ้างครับ
Ans 2 :
1.คุณสมบัติหลัก คือ การอ่านตลาดให้ออกเเละเทรดให้ได้กำไรต่อเนื่องครับ (อันนี้สำคัญสุด) ----> ควรจะเทรดได้กำไรอยู่เเล้ว เเม้ว่าจะใช้ค่าธรรมเนียมรายย่อย เพราะ บล.ค่อนข้างคาดหวังว่า คนที่จะทำงานสายนี้ต้องอ่านตลาดค่อนข้างขาด เเละสามารถทำกำไรได้ครับ

2.ถ้าเป็นเมื่อก่อน เข้ามาสายนี้ไม่ยากครับ เเต่ปัจจุบัน ถือว่ายากทีเดียว อย่างที่ บล.ใบสมัครที่ส่งมาหลักร้อยใบ เเต่ละใบที่เข้ามา Profile ค่อนข้างสวยครับ หลายคนที่ผ่าน CFA หรือ Cisa 1 มา ดังนั้นเรื่อง Profile ในปัจจุบัน ผมมองว่ามีผลทีเดียวครับ ในการ Screen ใบสมัครเบื้องต้น

3.ความมีวินัยครับ --> เรื่องการควบคุมความเสี่ยงสำคัญมากๆ ผมเป็นคนที่คัทลอสเร็ว เเละตัดสินใจได้เด็ดขาด นี่เป็นจุดเด่นเลย ไม่เคยเสียหายหนักเลย มีเเค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่โปรแกรมมีปัญหา นอกนั้นถ้าคุมเสี่ยงได้เเล้ว กำไรจะตามมาเอง ครับ

Question 3 : เคยได้ยินมา แต่ไม่แน่ใจ ว่าProp trader มักจะดึงคนที่รู้จักในวงการ ที่เชื่อมือกัน อย่างนั้นแล้ว ผมควรสมัครผ่านช่องทางไหนดีครับ เพราะผมไม่ค่อยเห็นมีเปิดรับตามเวบมากเท่าไรเลย
Ans 3 :ถูกครับ ส่วนใหญ่จะดึงคนที่เทรดเป็นอยู่เเล้ว คล้ายๆกับนักบอลตามสโมสรเลย ดังนั้นวิธีการที่เป็นไปได้คือ ให้เราส่งใบสมัครไปทุก บ.ล. ที่คิดว่ามี ตำเเหน่งนี้ครับ ผมก็ทำเเบบนี้เช่นกัน โดยส่งใบสมัครไปเกือบทุก บล ที่ผมคิดว่าน่าจะมีเเผนก Proprietary trading อยู่

1.29.2555

ตอนที่ 32 : เส้นทางการเป็นเทรดเดอร์ของผม ..."ไม่มี"เเม้เเต่กลีบกุหลาบ



บทความนี้ผมเขียนขึ้นมาจากการที่มีน้องคนนึงเขียน E-mail เข้ามาถามผมว่า "ผมเคยล้มเหลว บ้างรึไม่" ทำให้ผมได้เอาประสบการณ์เส้นทางการเดินทางในเส้นทางการลงทุนของผมมาเล่าให้ฟัง เทรดเดอร์หลายคนอาจจะมีพรสวรรค์เเละมีเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เเต่นั่น.. มันไม่ใช่เส้นทางของผมเลย เส้นทางการเป็นเทรดเดอร์ของผมนั้น ยากลำบากเเละ "ไม่มี" เเม้เเต่กลีบกุหลาบกลีบเดียวที่จะรองรับ

ผมอาจจะมีพรสวรรค์ เเต่ไม่ใช่เรื่องของการเทรดเเน่นอน....
พ่อ - เเม่ ของผมท่านเป็นครู ---> เลยอาจทำให้ผมมีทักษะในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เข้าใจยากให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย เละนั่นก็คือพรสวรรค์ในการถ่ายทอดนั่นเอง เลยทำให้ผมสามารถที่จะเขียนบางอย่างเพื่อถ่ายทอดออกมาในทุกๆวัน อย่างมีวินัย
- ส่วนเรื่องของการเทรดนั้น ผมต้อง.... อ่านอย่างหนัก ฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อที่จะเอาตัวรอดอยู่ในตลาดให้ได้ เเน่นอนครับว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะผมเป็นคนสร้างโอกาสขึ้นมาจากการพยามอย่างหนัก..... ลองอ่านเรื่องราวของผมดูนะครับเเล้วเพื่อนๆ จะมีกำลังใจในการเดินทางเส้นทางนี้มากขึ้น

ต้องย้อนกลับไปเมื่อผมอยู่สมัย ม.4 ที่เตรียมอุดมศึกษา ---> ผมเดินเข้าไปในห้องสมุด เเล้วไปเจอหนังสือที่เขียนโดย ดร.นโปเลียน ฮิวส์ ที่มีชื่อเรื่องว่า The year of growing rich สภาพหนังสือตอนนั้นเก่าเเละขาด ปะด้วยเทปกาวสีขาวบนสัน ผมลองเปิดๆ หนังสือดู พบว่าเนื้อหาในหนังสือไม่เหมือนหนังสืออื่นๆ ที่ผมเคยอ่าน หนังสือเล่มนี้บอกว่า เราสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าเรามีความเชื่อมั่นที่เเรงกล้า หนังสือเล่มนั้นยังบอกอีกว่าว่า การตั้งเป้าหมายนั้นจะต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะจะทำให้จิตใต้สำนึกทำงานได้ดีขึั้น ซึ่งหลังจากทืี่อ่านหนังสือเล่มนั้นจบ ผมก็รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะ

....ผมไปหาซื้อหนังสือ ของ นโปเลียน ฮิลล์มาอ่านต่ออีกหลายเล่ม เเละนั่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมเชื่อเรื่องการสร้างโชคชะตาด้วยตัวเอง

ตอนปี 1-2 ผมพยามจะทำขายตรง ---> ล้มเหลว .... ตอนนั้นผมไม่มีความรู้ เเละยังไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องการอะไรในชีวิต เเต่ผมก็ได้อะไรเยอะจากธุรกิจเครือข่าย.....ซึ่งก็คือได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่น่าสนใจดังมีรายการดังต่อไปนี้
..1) หนังสือของ Robert T. Kiyo saki ทุกเล่ม + เล่นเกมส์กระเเสเงินสด ผมได้หุ้นกับเพื่อนซื้อบอร์ดเกมส์กระเเสเงินสดไว้เล่นเองด้วย เเละทำให้รู้จาก http://www.richdadthai.com/
..2) หนังสือ Good Luck : เกี่ยวกับการสร้างโชคดีให้ตัวเอง
..3) หนังสือเรื่อง Goals เเละอีกหลายๆเล่มที่เขียนโดย Brian Tracy : ซึ่งเป็นหนังสือเเนวสร้างเเรงบันดาลใจที่สุดยอดมาก
..4) The Richest Man in the Babylone : สุดยอดหนังสือ Classic ที่เล่าผ่านนิทาน
..5) พลังจิตใต้สำนึก : เรื่องราวของการใช้ระบบความคิดเพื่อความสำเร็จ
..6) Unlimited Power ของ Anthony Robbins
..7) หนังสือของ เดล คาร์ เน กี
..8) Physco Cybernetics ของ Maxwell Maltz
..9) หนังสือที่เขียนโดย John C. Maxwell
- ตอนนั้นผมรู้ว่า ผมอยากจะมั่งคั่ง ---> เเต่ยังมองไม่เห็นลู่ทาง รู้สึกว่าทางนี้มันไม่ใช่เส้นทางของเรา เเต่ขอดีของทางนี้ทำให้ผมได้เพื่อนใหม่จากการเล่นเกมส์กระเเสเงินสดเเละจากการไปนำเสนอเเผนขายตรง ซึ่งเพื่อนของผมนั้นหลายคนก็ได้กลายมาเป็นคนมีชื่อเสียง ณ ปัจจุบัน เช่น

1. คุณ เจี๊ยบ นพรัตน์ ทองศักดิ์ --> ตอนนั้นทำอู่มอร์เตอร์ไซด์อยู่ ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจเครือข่ายที่มีรายได้ตั้งเเต่หกหลักต้นๆ - หกหลักกลางๆ ต่อเดือน
2. คุณ เบนซ์ Ebay--> ตอนนั้นเป็นเพียงนิสิต ธรรมดามากๆ ที่ต่อมาเป็นผู้เชียวชาญเรื่อง E-bay ระดับประเทศ
3. คุณ ต่อศักดิ์ เเห่งชมรม Richdad thai --> รู้ที่รู้จักในนามผู้ให้ ที่มีเเต่ให้ ให้ เเละก็ให้สื่อความรู้เเก่ผู้อื่นเสมอๆ
4. เทรดเดอร์เปียโน --> ผมไป Recruit เค้ามาทำขายตรง ตอนนั้นเค้าทำค่ายอื่นอยู่ เพราะการRecruit เลยทำให้รู้จักกัน
5. พี่นุ๊ก ธนสิทธิ์ --> ตอนนั้นเค้าทำเครือข่ายอยู่ค่ายนึง เริ่มจะมีชื่อเสียงบ้าง เเต่ไม่ดัง ---> ปัจจุบันติด Top 3 ของ Aimstar มีรายได้มากกว่า 7 หลักต่อเดือน

- มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก ที่ผมรู้จักบุคคลพวกนี้ก่อนที่เค้าจะประสบความสำเร็จเเละมีชื่อเสียง ผมได้เห็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของหลายคนตามที่ผมเอ่ยชื่อมา มันเริ่มจากความคิดที่เปลี่ยนไปหลังจากการอ่านหนังสือ + เล่นเกมส์ นำมาสู้การปฎิบัติจริง ผมเกือบจะพูดได้เลยว่า กว่า 70% ที่เล่นเกมส์กระเเสเงินด้วยกัน ในวันนั้นล้วนเจอหนทางที่ตนเองถนัน เเละทำมันอย่างมีความสุขในวันนี้

ตอนปี 3
เริ่มรู้จักหุ้น เเละลงทุนในหุ้นครั้งเเรก ---> ล้มเหลว .... ขาดทุน
ผมพยามจะใช้วิธีการ DSM เเล้วปรับเปลี่ยนไปโน่น ไปนี่ เปลี่ยนวิธีการไปเรื่อย ๆ ไม่มีหลักจับยึด เเละพอร์ตผมก็เเย่ลงเรื่อยๆ --> เเต่ข้อดีของการเริ่มลงทุนคือ ทำให้ผมหันมาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมากขึ้น ผมอ่านหนังสือของ ดร.นิเวศน์ คิดในใจ โอ้วเยี่ยมเลย ... เเต่รู้สึกว่ายังไม่ใช่เเนวผม ( ซึ่งไม่เเน่ว่า ถ้าผมศึกษาอย่างจริงจัง ผมอาจจะเป็น VI เต็มตัวไปเเล้วก็ได้)
- ผมได้มีโอกาสเข้าโครงการ Nips (นักลงทุนรุ่นใหม่) ตอนนั้นเป็นรุ่นที่ 7 พอดี --> ทำให้ได้พบเจอกับเพื่อนๆที่สนใจเรื่องหุ้นหลายๆคนเลย เเละยังทำให้ผมรู้จักหนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจอีกหลายเล่ม


-ลงเเข่ง Fast Program นักวางเเผนทางการเงินรุ่นใหม่ ที่จัดโดย บล.ภัทรหลักทรัพย์ ร่วมกับ บล.กสิกรไทย เเละก็เมืองไทยประกันชีวิต----> สำเร็จ ... ได้เงินรางวัล + ได้มีโอกาสไปต่างประเทศดูงานที่ฮ่องกง เเวะไปดูบล.เมอริลลินซ์ ถือเป็นความสำเร็จครั้งเเรกที่เป็นเหมือนไฟส่องมาให้เห็นทาง ว่าถ้าเราพยามอย่างหนักเราจะสำเร็จ....ความสำเร็จครั้งนี้ถ้าใครรู้จักผมจะรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเเน่ๆ ทีมเราเป็นทีมที่เเทบจะอยู่ Rank สุดท้ายจากความคาดหมายว่าจะชนะ เเต่ด้วยความขยัน + สม่ำเสมอทำให้สามารถพลิกมาชนะได้ จากนั้นก็พยามลงเเข่งขันโครงการการเงินการลงทุนเกี่ยวกับการเงินต่อๆมา

-ลงเเข่ง MMA (Money Management Award) ----> ล้มเหลว เเต่เข้ารอบ 3 ตอนนั้นได้รู้จักเพื่อนๆ วัยเดียวกันที่สนใจการเงินหลายคน ที่ปัจจุบันพวกนั้นกลายเป็น VIชื่อดังไปเเล้ว
-ลงเเข่ง YRC ( Young Researcher Competition)----> ล้มเหลว เเต่เข้ารอบมาได้ลึก ตอนนั้นทำ Model การเงินไม่เป็นเลย เข้าไปเจอดร.นิเวศน์ สัมภาษณ์ ผมตอบคำถามไม่ได้เลย เลยตกรอบไปอย่างไม่ต้องสงสัย เเต่ผมคิดในใจไว้เเล้วว่าจะกลับมาเเข่งขันใหม่ในปีต่อไปอีกเเน่นอน

ตอนปี 4
- เข้าสัมนา LandMark Forum Education ---> พี่ที่เคยเล่นเกมส์กระเเสเงินสด เป็นคนชวนเข้าไป ผมชอบวันสุดท้ายมาก เพราะรู้สึกว่าได้เข้าถึงพื้นที่ๆเรียกว่า ว่างเปล่าเเละไร้ซึ่งความหมาย รู้สึกโล่งสบายจริงๆ
-ลงเเข่ง MMA (Money Management Award) ----> ล้มเหลวอีกครั้ง ปีนี้พยามอย่างหนักเเล้วก็ยังไม่สำเร็จ
-ลงเเข่ง YRC ( Young Researcher Competition)----> ล้มเหลว วันสอบติดธุระพอดี
-ลงเเข่ง MFC Talent Award ----> ล้มเหลว : เข้ารอบ12 ทีมสุดท้ายเเต่ไม่ได้รางวัล
-เปิด ธุรกิจร้านสิ่งพิมพ์ครบวงจร -------------> เเน่นอนว่าผมอยากจะมั่งคั่งผมเลย คิดว่าจะเริ่มสร้างกิจการด้วยตัวเอง เลยขอเงินจากทางบ้าน เเล้วไปหาหุ้นส่วนเริ่มลงทุนอีกหลายคน จนในที่สุดก็สามารถจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด โดยผมถือหุ้นอยู่ 55% ได้สำเร็จ ช่วงเเรกกิจการไปได้ดี

ป.โท ปี1
-ผมเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นจาก เวบ Laopee.com เเล้วสั่งซื้อ CD มาศึกษาเอง จากนั้นก็เข้าไปหารูปแบบการเทรดตามเวบบอร์ดต่างๆของต่างประเทศ เเล้วลองเข้าไปเขียนวิเคราะห์ราคาทองคำใน เวบ Thaigold.info โดยใช้นามปากกาว่า Durahan ซึ่งตอนนั้นผมเริ่มเปิดพอร์ตเทรดต่างประเทศ
-ลงเเข่ง MMA (Money Management Award) ----> ล้มเหลวอีกครั้งเป็นรอบที่ 3
-ลงเเข่ง YRC ( Young Researcher Competition)----> เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย เเต่ไม่ได้รางวัลไปต่างประเทศเพราะว่าเอาเเค่ที่ 1-2 ไป เนื่องจากเข้ารอบสุมท้ายเเล้ว ผมจึงไม่มีโอกาสกลับมาเเข่งขันได้อีก
-ธุรกิจร้านสิ่งพิมพ์ครบวงจร -------------> กิจการเจ๊ง ต้องปิดเเละขายสินทรัพย์ในร้านออกไป ทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าทรัพย์สินในร้านมันเป็นตราสารที่ขายออกได้ ความเสี่ยงมันคงจะลดลงไปมาก เเละนั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ผมมุ่งหน้าสู่การศึกษาหาความรู้จากตลาดการเงินแบบ 100% เต็ม
-ลงทุนในบริษัทปิด Bizcon Publishing ของ กลุ่ม Richdad thai -----> ล้มเหลว เงินลงทุนเป็นผู้ถือหุ้น 6% ไม่เหลืออะไรเลย
-เทรด Forex & ต่างประเทศ ------------------> ขาดทุนซ้ำเเล้วซ้ำอีกต้องเอาเงินมาเติม

ป.โท ปี2
เทรด Forex & ต่างประเทศ ------------------> ขาดทุนเเต่เริ่มเข้าใจมากขึ้นได้เรียนรู้มากขึ้น
-เข้าไปศึกษาเรื่องการเทรดจาก chaloke.com --> พบว่าเป็นทางที่ใช่ เเละเหมาะกับตัวเรา จากนั้นก็เข้าไปหาข้อมูลของการเทรดตามเวบบอร์ดต่างประเทศ ทำให้รู้ว่ามีระบบเทรดที่ดีมากมายอยู่ทั่วโลกเลย

ทำงานปี 1
- ตอนนั้นวิเคราะห์ราคาทองคำได้เเม่นยำมากๆ พอร์ตโตขึ้นเกือบ 3 เท่าในเวลาอันรวดเร็ว ---> เเต่เเล้วเเค่พลาดครั้งเดียว ไม่ได้ตั้ง Stoploss + over trade คืนนั้นราคาทองลงมาเร็วมากตอนทุ่มกว่าๆ ผมกำลังเรียนภาษาพอดี เพราะทางบริษัทจะส่งไปดูงานที่สิงคโปร์ .......... กลับไปถึงบ้านเเทบช๊อค เพราะราคาทองดิ่งลงเร็วมาก เป็นเเท่งเเดงยาว คืนนั้นผมรอให้รีบาวน์ เเล้วจะคัทเเต่ราคาไม่เด้งเเถมยังลงต่อ ความเสียหายคราวนั้นพอร์ตหายไป 2 ใน 3 กลับมาเท่าวันเเรก
-เป็น Database ในแผนกวิเราะห์หลักทรัพย์สถาบัน ------------------> ลาออก ( กำลังเตรียมขึ้นเป็นนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์)เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตัวเองชอบ

ทำงานปี 2
ช่วงลาออกมาเเล้ว เเละว่างงาน
- 2 เดือนเเรกนั่ง Clear ชีวิตตัวเองทั้งหมด ---> วางเเผนทั้งหมดให้เห็นภาพว่าชีวิตต้องการอะไรจริงๆ + วางเเผนการเงิน + นั่งทดสอบ หาข้อมูลเรื่องการเทรดอย่างจริงๆจัง นับเป็น 2เดือนที่ทำให้ผมเห็นภาพชีวิตของตัวเองชัดเจนมาก
ทำห้เริ่มเข้าใจระบบที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง (หลังจากนั่งทดสอบระบบ มาทั้งวันทั้งคืน + อ่านเยอะเเยะมากมาย )

- ผมส่ง Resume ของผมไปตาม บ.ล หลายที่ ที่คิดว่าน่าจะมี เเผนก Proprietary Department อยู่ครับ >>> อาจจะโชคดีที่ผมรู้จักเพื่อนที่เคยเป็น Prop trader เลยพอรู้ว่ามีบล ที่ไหนบ้างที่น่าจะมีเเผนกนี้ ผมชวนเพื่อนไปสมัคร

- ในที่สุดผมกับเพื่อนก็ถูกเรียก ไปสอบข้อเขียน (ใน Resume ที่ส่งมากว่า 100 ใบ นั้นจะถูกเรียก มาสอบเพียงเเค่ประมาณ 50%) ข้อสอบที่ผมทำนั้นถ้าตอบผิดติดลบ นั่นเเสดงว่าถ้าไม่รู้จริงเเล้วไปเดา ก็จะโดนคะเเนนติดลบเอาได้ครับ โดยข้อสอบเป็น 2 ส่วน ตัวเลือก + ข้อเขียน >>>> โดยส่วนข้อเขียนจะถามเกี่ยวกับเรื่องของระบบ หรือวิธีการเทรดของเรา รอบนี้ผมทำได้ค่อนข้างดีครับ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เเละก็เป็นไปตามคาด ผมสามารถเข้าสู่รอบถัดไป

-จากข้อสอบข้อเขียน ก็จะเหลือผู้ผ่านเข้ารอบประมาณ 15-20 คน เพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ ในรอบนี้ ผมตอบได้ทุกคำถาม เเทบจะ 100% พี่ที่สัมภาษณ์บอกว่าตอบคำถามได้ดี เเนวคิดได้ ขอดูเรื่องสุดท้ายว่าสามารถเข้ากับทีม + นโยบายบริษัทได้รึป่าว >>>> ผ่านไป 2 วันฝ่ายบุคคลโทรมาครับ ผลออกมาผิดคาดไปมากๆ ผมตกรอบนี้ >>> ณ ตอนนี้ผมมึนงง ทำอะไรไม่ถูก อาจจะด้วยความคาดหวังที่สูง เเล้วมันผิดคาด ส่วนเพื่อนของผมเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายครับ

- เท่ากับว่า จาก 100 กว่าคน >>>> 50 คน >>>> 15 คน ( ผมหยุดที่รอบนี้) >>>>> 5 คน >>>> 2 คน ( รับเข้าเป็น Trader 2 ตำเเหน่ง ครับ)เพื่อนของผมสามารถทะลุเข้าสู่รอบการเป็น Trader ได้สำเร็จ ส่วนผมหลุด

- ผมยังอยากรู้ถึงเกณฑ์การตัดสินของกรรมการ เลยส่งE-mail ถามอย่างสุภาพ ว่าผมมีจุดบกพร่องตรงไหน >>> พี่เค้าก็ใจดีตอบมาให้ครับ ว่าตอนสัมภาษณ์ ผมมีลักษณะอาการที่เรียกว่า Super Ego คือเชื่อมั่นในคำตอบมาจนเกินไป อาจจะคุมให้อยู่ในระเบียนวินัยได้ยาก ก็เลยตัดให้ตกรอบ ผมเลยเขียนE-mail ตอบกลับไปว่า ถ้าคราวหน้ามีโอกาสอีกครั้ง ผมจะขอกลับเข้าไปสัมภาษณ์ใหม่

......เวลาก็ผ่านไป อีก 1-2 เดือน .................
-ผมเริ่มเขียน Blog เเห่งนี้ + ทำเวบไซด์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเทรด

- ทางฝ่ายบุคคลของบล ติดต่อผมมาอีกครั้งให้เข้าไปคุยเพื่อเข้ารับการทดสอบรอบใหม่ >>>> คราวนี้มีเกณฑ์ใหม่ให้ทดสอบ คือ ให้นั่งเทรด TFEX ของจริงอยู่บ้านโดยทดสอบที่พอร์ตตัวเอง + เขียนบันทึกการเทรด + วิเคราะห์ ตลาด 1 เดือน ถ้าผ่านเกณฑ์จะเรียกกลับเข้าไปสัมภาษณ์อีกครั้ง ( ตรงนี้ต้องไปตามอ่านช่วงวันเเรกๆของการเดินทางครับ จะพบว่าเจอความท้าทายมากมายจริงๆ ผมเจอขาดทุนด้วย)

-เเละเเล้วเวลา 1 เดือนก็ผ่านไป..........
-ณ เวลานั้นเพื่อนผมที่ไปทำ Prop trade เริ่มเครียด + รู้สึกไม่มั่นคง จึงขอลาออก ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจกๆครับ
-วันประกาศผลก็มาถึง ผมโชคดีมากๆครับ ที่ทางหัวหน้าเเผนก Prop ให้โอกาสผมกลับไปสัมภาษณ์อีกครั้ง
-วันสัมภาษณ์ >>> สัมภาษณ์ เป็นภาษา Eng ประมาณ 2.5 ชั่วโมง เเละ 1 วันจากวันสัมภาณ์ ทางฝ่ายบุคคลก็โทรเรียกให้ไปตรวจสุขภาพ ต่อ

-ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี
-เเต่เมื่อเริ่มมาเป็น Trader จริงๆ เดือนเเรก ผมทำกำไรได้นิดหน่อย จากนั้นเดือนที่ 2 นั้นขาดทุนเกือบทุกวัน จนกราฟกำไรสะสมตกลงอย่างน่าตกใจ ถึงตอนนี้ผมถูกทางหัวหน้าให้หยุดเทรด กลับไปเทรดกระดาษ (เรียกว่า Paper Trading) เพราะผมยังจับทางในการเทรดไม่เจอเลย ถ้าปล่อยเเบบนี้อีกเเค่ 1-2 อาทิตย์ ผมคงจะไม่รอดเเน่ๆเเล้ว เพราะเริ่มถูกทางผู้บริหารเพ่งเล็ง
-จากนั้นต้องเอาตัวรอด จึงตั้งใจจับอารมณ์ตลาดอย่างจริงจัง จนเริ่มสังเกตุรูปแบบ การเคลื่อนไหวของราคาได้ ---> เหมือนคนที่เริ่มขี่จักรยานเป็น กราฟกำไรเริ่มตั้งได้เเละหยุดการขาดทุน

- ผ่านไป 6 เดือนจากที่จะถูกออก ได้เลื่อนขั้นจาก Biginner Trader ซึ่งรับเงินเดือน Fix +profit sharing 10% -----> intermediate Trader ซึ่งรับเงินเดือน Fix +profit sharing 25%

-ผ่านไปอีก 4 เดือน----> Advanced Trader ซึ่งรับเงินเดือน Fix +profit sharing 50%


-ผ่านไปอีก 7 เดือน----> เพิ่มขนาดหน้าตักจนเต็ม Limit ของตนเอง

- ปัจจุบัน เป็น เทรดเดอร์ที่เข้าใจตลาด TFEX โดยสมบูรณ์ .....มองตลาด (ต่อให้ไม่มีกราฟ) ก็รู้สึกได้ ว่าราคาในวันนั้นๆ จะไปทางไหน หรือถ้าผิดก็สามารถกลับตัวได้ทัน



-ขอจบท้ายด้วยสถิติการ Day - trading ในฐานะ Prop Trader ของผม + คำคมจากโฆษณาของเบียร์สิงห์ เพื่อให้เพื่อนๆมีกำลังใจว่า ..... โชคดีในชีวิตมนุษย์ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้าเราฝึกซ้อมอย่างหนักกก

10.02.2554

ตอนที่ 31 : การขี่จักรยาน Vs การเทรด

- หลายครั้งที่ผมเคยลองคิดว่าจะอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับการเทรดอย่างไรเพื่อที่จะทำให้เราเห็นภาพกันได้ง่ายๆ คิดอยู่หลายเเนวทางเเต่ก็อธิบายได้ยาก จนในที่สุดหลังจากที่ได้มีโอกาสพบกับกลุ่มนักลงทุนเพื่อทานข้าวเเละเเลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็คิดออกว่า มันมีหลายๆอย่างที่คล้ายกับการขี่จักรยานอย่างมาก มีศัพท์ 3 คำด้วยกันที่อยากให้เพื่อนๆรู้จัก

ประการเเรก : เราอาจจะได้ยินรูปแบบการเรียนรู้ที่เรียกว่า "Break Through" กันมาบ้างเเล้ว การเรียนรู้รูปแแบบนี้คือการพัฒนาทักษะที่เรียกว่าการข้ามผ่าน เส้นเเบ่งกั้นระหว่างเป็นกับไม่เป็น คือถ้าเป็นเเล้วจะเป็นเลย ถ้าไม่เป็นก็จะไม่เป็น ต้องฝึกฝนต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะเป็น ยกตัวอย่างเช่น ว่ายน้ำ การขี่จักรยาน การขับรถ ทักษะพวกนี้เมื่อเราฝึกฝนจนถึงจุดหนึ่งเราก็จะก้าวข้ามจากที่ไม่เป็น--->เป็น ให้เราลองจินตนาการย้อนกลับไปในสมัยที่เป็นเด็กๆตอนที่เราเริ่มหัดขี่จักรยาน เราจะล้มลุกคลุกคลานอยู่พักนึงจนกว่าเราจะทรงตัวได้ พอถึงจุดนึงที่เราเป็น มันก็จะได้เลย ไม่มีคำว่าเกือบเป็น โดยทักษะดังกล่าวนี้เเม้ว่าเราจะห่างเหินไปนาน เเต่เมื่อวันนึงเราต้องกลับมาใช้ทักษะดังกล่าวอีกครั้ง ทักษะก็ยังจะอยู่ติดกับเรา .... เหมือนกับการเทรด เมื่อเราฝึกฝนจนเป็นเเล้ว ทักษะนี้ก็จะติดตัวเราตลอดไปเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง : "Automatic" ให้เราลองนึกถึงตอนที่เราขี่จักรยานเราจะพบว่า ทุกอย่างมีการทำงานประสานกันเเบบเป็นอัตโนมัติ เราไม่ต้องมาคิดว่าเราจะต้องวางขาอย่างไร เราจะจับเเฮนด์อย่างไร มองทางอย่างไร .... เมื่อเราขี่เป็นทุกอย่างมันทำงานประสานกันได้เองโดยที่เราไม่ต้องใช้ความคิด ---> เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า "ความสามารถไร้สำนึก" ผมมองว่าคือคำอธิบายเดียวกัน .... การเทรดก็เช่นกัน ต้องใช้เวลาฝึกฝน เมื่อฝึกฝนไปจนถึงจุดหนึ่งเราสามารถจะเทรดเป็นเเบบอัตโนมัติเหมือนกับการเล่นเกมส์อยู่ ช่วงที่ผมเทรดเเรกๆก็ติดๆขัด เเต่เมื่อเทรดนานเข้าๆ ผ่านการตัดสินใจนับ พันครั้ง...หมื่นครั้งทุกอย่างก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ รู้ว่าจังหวะเเบบนี้ต้องเข้า จังหวะเเบบนี้ต้องออก จังหวะนี้ต้องคัทลอส ถ้าเราพัฒนาตนเองมาถึงจุดนี้เเล้ว ผมเชื่อว่ายากที่เราจะพบกับคำว่า "ขาดทุน" ครับ

ประการที่สาม : "Core ----> Growth" : เราต้องพัฒนาแก่นการเทรดของเราให้ชัดเจนก่อน เเก่นที่ช่วยให้เราเอาตัวรอดจากตลาดได้ เเล้วรูปแบบการเทรดอื่นที่จะช่วยทำกำไรจะตามมาเอง มันเหมือนการฝึกกระบวนท่าพื้นฐานซ้ำๆจนเป็นเเล้วค่อยเสริมท่ายากทีหลัง อาจจะเข้าใจยาก งั้นผมจะอธิบายเเบบนี้จะได้เห็นภาพ ให้เราจินตนาการไปที่การขี่จักรยาน ช่วงเเรกเราเพียงเเค่ขี่เป็น เเต่เมื่อเราขี่เป็นเเล้ว เราอาจจะลองขี่ปล่อยมือข้างนึง ขี่เเบบปล่อยมือ2ข้าง ขี่เเบบยกล้อ ขี่ขึ้นเขา ตามมาได้อีกหลายรูปแแบบเลย เเต่ก่อนอื่นเราต้องขี่ให้เป็นก่อน การเทรดก็เช่นเดียวกัน ต้องเทรดพื้นฐานให้เป็นก่อน ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของผมเองเลย ช่วงเเรกๆผมมีรูปแบบในการเทรดเข้าออกอยู่ไม่กี่เเบบ เเต่พอเทรดนานเข้าๆ เริ่มมีรูปแบบใหม่ๆที่เกิดขึ้นเอง โดยเเตกออกจากเเก่นที่เราสร้างมามากขึ้นเรื่อยๆ โดยรูปแแบบหลังๆเป็นรูปแแบบที่ช่วยให้ผมสามารถทำกำไรได้มากขึ้น กว่ารูปแแบบเเรกๆ พอเราเริ่มมีรูปแแบบที่หลากหลายเราก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นให้เข้ากับตลาดได้ในหลายๆสถานการณ์

-ทักษะพวกนี้สามารถเรียนรู้กันได้ ผมรู้จักทั้งเทรดเดอร์พรสวรรค์ เเละเทรดเดอร์ที่เกิดจากการฝึกฝน พบว่าความเเตกเเตกอยู่เเค่เพียงระยะเวลาในการเรียนรู้ช่วงเเรกเท่านั้น เเต่พอระยะเวลาผ่านไป ผลกำไรเเทบจะไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ---> ถ้าเพื่อนๆนักลงทุนฝึกฝนฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ยังไงก็จะต้องได้ทักษะการเทรดมาอย่างเเน่นอน ผมเชื่อ 100% ว่าทักษะพวกนี้สอนกันได้ + เรียนรู้กันได้

- เคยได้ยินไหมครับ ว่าบางคนไปลงเรียนคอร์สราคาเเพงตั้งหลายที่เเต่ก็เทรดไม่กำไรซักที ---> ผมมีคำตอบให้ครับ นั่นคือขาดการ Focus ---> บางทีเราเรียนรู้อย่างสะเปะสะปะเกินไป เรียนกจากอาจารย์คนเเรกฝึกฝนตามนิดหน่อยยังไม่ทันจะเป็นก็เปลี่ยนไปเรียนรู้อีกที่ซะเเล้ว เเละก็วนลูปแแบบนี้ไปเรื่อยๆเมื่อเราพบอาจารย์คนใหม่ที่เราคิดว่าน่าจะดีกว่า สุดท้ายเราก็ไม่ได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันซักที

-คำถามปิดท้าย ง่ายๆว่าถ้าเราอยากขี่จักรยานเป็นเราจะต้องทำอย่างไร
ก.อ่านหนังสือเกี่ยวกับการขี่จักรยาน
ข.อ่านหนังสือเกี่ยวกับการขี่จักยานอย่างหนัก 10 เล่มไปเลย
ค.ลงเรียนคอร์สสอนขี่จักรยาน
ง.ลงเรียนคอร์สสอนขี่จักรยาน 10 คอร์สไปเลย
จ.จ้างติวเตอร์ส่วนตัวมาสอนขี่จักรยาน
ฉ.ถามคนที่ขี่เป็นว่าต้องทำอย่างไร
ช.ลองขี่จักรยานเองเลย

ไม่าว่าจะตอบข้อไหน ต้องมีข้อ ช.อยู่ด้วยในคำตอบเท่านั้น คือลงไปขี่เองเลยครับ ถึงจะเป็น ....มันไม่มีทางลัดอื่นๆอีกเเล้วที่เราจะได้ทักษะนี้มา การลงทุนก็เช่นกัน เราต้องลงไปลองเอง เรียนรู้จากความผิดพลาดเเล้วเราถึงจะเป็นครับ

12.11.2553

ตอนที่ 30 : Social Media คานงัดบนโลกการลงทุน


คำว่า " Social Media" คือรูปเเบบของสื่อเเบบใหม่ที่เราสามารถเข้าไปมีบทบาทในการสร้างเนื้อหา โดยอาศัยหลักพื้นฐานที่ว่ามนุษย์นั้นชอบพูดคุยเเละเเลกเปลี่ยนจริงๆ ก็ตรงกับที่นักปราชญ์อย่าง อริสโตเติลได้เคยกล่าวไว้ว่า " มนุษย์เป็นสัตว์สังคม" นั่นเอง ผลจากการที่พูดขึ้นทำให้การตลาดเเบบปากต่อปาก ( Word of Mouth) ไปอย่างรวดเร็วมากในปัจจุบัน ซึ่งถ้าเพื่อนๆดูหนังเรื่อง Social Network ก็จะพบว่า จำนวนสมาชิกของ Facebook นั้นขยายตัวไปไวมาก จากที่ช่วงเเรกๆยังอยู่ในเพียงรั้วมหาวิทยาลัย ค่อยๆขยายออกไปสู่ระดับประเทศ เเละระดับโลก จนปัจจุบันมีสมาชิกทั่วโลก มากกว่า 600 ล้านคนเข้าไปเเล้ว

ถ้าเราสังเกตุความเปลี่ยนเเปลงของกลุ่มธุรกิจการเงิน จะพบว่า หลายๆสถาบันการเงินใหญ่ๆ หันมาเริ่มใช้ Facebook ในการประชาสัมพันธ์ เเละสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเเบบ 2 ทางกันมากขึ้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็ได้เเก่ KBANK , SCB , KTC เเม้กระทั้ง Settrade เเละตลาดหลักทรัพย์เอง ก็หันมาเล่นในช่องทางนี้ นั่นเเสดงให้เห็นว่า รูปแบบของสื่อในยุคปัจจุบันค่อยๆเคลื่อนจากการสื่อสารเเบบ ทางเดียว (One Way) มาถึงการสื่อสารเเบบ สองทาง (Two ways) นั่นเอง

ผมกำลังจะสื่อว่า ในอนาคตอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ สื่ออย่างทีวี วิทยุ เเละหนังสือพิมพ์ ที่เป็นการสื่อสารเเบบทางเดียวกำลังค่อยๆลดความมีอิทธิพลลงไป เเละเริ่มเข้าสู่ยุคของ Social Media ซึ่งเป็นเเนวทางของตลาดยุคใหม่ หลายๆคนก็คงจะสังเกตุเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว ผมขอยกตัวอย่างให้ฟัง
1.ปรากฏการณ์ Room 39 ที่เป็นวงดนตรี ที่สร้างฐานกลุ่มผู้ฟังจาก Facebook + You Tube จนมีคนเข้ามาชมกว่า เเสนครั้ง

2.เพื่อนๆคงจะเคยได้ยินชื่อ " โคม ปะการัง " ซึ่งทำคลิป ออกมาล้อเลียน โดมปกรณ์ ลัมนะครับ คลิปนี้มีคนเข้าดูถึง กว่าเเสนครั้ง ถ้าเพื่อนๆอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรลองพิมพ์ในช่องของ You-tube ว่า โคม ปะการัง ก็จะพบคลิปของเขาเต็มไปหมด

จากพลังอันมหาศาลSocial Media ทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงบนโลกของการลงทุนที่น่าสนใจขึ้นดังนี้ครับ

1. เราสามารถรับข่าวสารได้เร็วมากขึ้น ยกตัวอย่าง ข้อมูลการซื้อขายของต่างชาติ ,ข่าวการตัดสินของศาล ทุกอย่างเเทบจะมาใน Social Medai กันเบบ Real Time ทำให้นักลงทุนที่รู้จักการใช้ช่องทางนี้ จะมีจุดได้เปรียบพอสมควรในการลงทุน

2. Blog เเละ Fanpage เกี่ยวกับการลงทุนต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เมื่อผมมองย้อนกลับไปเมื่อ1-2 ปีที่เเล้ว Blog-Fanpage ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนไม่ค่อยมีเท่าไหร่ มีเเค่เพียง Thai vi , ห้องสินธรของ Pantip , Chaloke.com ที่เป็นเเหล่งข้อมูลข่าวสาร เเละที่พบปะของนักลงทุนเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันมีเเหล่งข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย จนข้อมูลเเทบจะ Over load จนเราอาจจะต้องเลือกรับ ไม่ให้ข้อมูลข่าวสารมันมากจนเกินไป

3.ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เเละเเทบจะไม่มีต้นทุน (Cost)ในการเข้าถึง ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไรเราก็สามารถ Search หาE-book ดีๆเกี่ยวกับการลงทุน ,Clip สอนการลงทุน เเม้กระทั่งหนังที่เกี่ยวกับการลงทุนอย่าง Wall Street ,Boiler Room หรือ Rouge Trader มาดูได้เเบบฟรีๆ

4.ปัจจุบัน บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ยังคงเป็นเเบบ one way คือออกมาเป็นไฟล์ เเล้วไว้ที่เวบของตัวเอง เเต่อีกไม่นานผมเชื่อเหลือเกินว่า บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จะเปลี่ยนเข้าสู่โลกของ Social Media อาจจะโดยสร้าง Fan page ขึ้นมาเเล้วเอาบทวิเคราะห์มาลง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้ามาพูดคุย หรือสอบถามได้ ซึ่งถ้าบล ต่างๆไม่เปลี่ยนกลุ่มนักลงทุนก็จะหันไปหากลุ่ม Social Media อื่นๆเเทน

-จาก 4 ข้อที่ผมยกตัวอย่างมาให้ เปรียบเหมือน Leverage หรือคานงัดที่สามารถจะช่วยเราในการพัฒนาศักยภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงช่วยพัฒนาให้เราเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้น เก่งขึ้น เเละรู้จักเเบ่งปันมากขึ้น .......ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเราเองว่า เราจะใช้มันเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเราเเละสังคมมากที่สุด อย่างไร

11.22.2553

ตอนที่ 29 : เส้นทางสู่ Prop trader

พอดี ได้ขอบทความ ของ คุณ Kiatเอามาเเชร์ ซึ่งเป็น Prop trader เหมือนผมเเต่ทำงานอยู่กันคนละที่ครับ เนื่องจากผมมองว่าเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจจะเข้ามาทำงาน สาย Trader ......

ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจว่าเราจะเข้าไปทำงานได้ยังไง
และทำอะไรบ้างต้องเข้าใจก่อนว่า กองทุน ในโลกนี้นั้นมีหลักๆ ลักษณะอยู่กี่แบบนะครับ
ในปัจจุบันนี้นั้นสามารถแบ่งลักษณะกองทุนตามเกณฑ์ ได้หลากหลายเกณฑ์มากขึ้นอยู่กับนโยบาย ของแต่ละที่ แต่ละประเทศ ซึ่งค่อนข้างหลากหลายหลักๆ ของนโยบายการลงทุน จะมีผลต่อลักษณะเนื้องานและอำนาจหน้าที่ที่เทรดเดอร์จะได้รับ

1) กองทุนที่ Focus หนักไปทางการลงทุนในพื้นฐาน และมักจะพิจารณาการลงทุนจากข้อมูลปัจจัยทางด้าน Fundamental เป็นหลักกองทุนประเภทนี้จะมีอยู่มากในไทยหลักๆ จะลงทุนพวกหุ้น และตราสารทางการเงินทั่วไป บางแห่ง จะเอาไปลงทุน พวกดัชนีหรือบางแห่งจะเอาไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกที อำนาจหลักของการลงทุนโดยมากจะอยุ่ที่ผู้จัดการกองทุน ซึ่งโดยมากจะต้องเป้นพวกที่ได้ใบ CFA และจบสายเศรฐศาสตร์มาเทรดเดอร์นั้น แทบจะไม่มี หรือถ้ามีก็เป้นแค่ลูกมือที่ทำตามคำสั่งอย่างเดียวถ้าคิดจะไปอยู่กองทุนสายนี้ ก็ต้องจบและสอบใบ CFA มาถึงจะดีที่สุดเก็บประสบการณ์แล้วไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆจนเป้น ผุ้จัดการกองทุนในบั้นปลายชีวิต(แต่ส่วนมากกองทุนพวกนี้ในไทย ทำกำไรได้น้อย)

2)กองทุนที่เป้นลักษณะ Global Macro พวกนี้นั้นเน้นหนักไปทางด้านการวิเคราะห์และดูภาพองค์รวม โดยลงทุนตามวงจรขึ้นลงของเศรฐกิจของแต่ละประเทศกองทุนพวกนี้ส่วนมากจะมีในต่างประเทศ ในไทยเท่าที่รู้มีแค่ที่เดียวมั้งนะครับลักษณะการลงทุน จะมีพวก CFAผุ้จัดการกองทุนคอยกำหนด นโยบายว่า ปีนี้ ช่วงนี้จะไปลงทุนอะไร ลงทุนที่ไหนและมีฝ่าย Risk Management คอยคลุมและออกกฎวงเงิน ประกอบกับจำนวนยอดการเทรดเป็นกฎประจำช่วงนั้นๆ คือง่ายๆ ฝ่ายบนเค้าจะมีนโยบายออกมาให้เราแล้วว่า จะไปเทรดอะไรเทรดเท่าไหร่ เมื่อไหร่ ส่วนหน้าที่เทรดเดอร์จะมีหน้าที่เก็งกำไร ในสินค้าตัวที่เค้ากำหนดให้เราในวงเงินและความเสี่ยงที่เค้าระบุมากองทุนลักษณะนี้ เทรดเดอร์จะค่อนข้างมีอำนาจขึ้นมาเยอะหน่อยผิดกับตัวแรกมากลักษณะการลงทุนจะกึ่งๆ ฝ่ายบนคิดตัดสนิใจจาก Fundamentalส่วนฝ่ายเทรดเดอร์ก็เทรดไปตามเทคนิคคอล แต่บางที่ ก็จะเป็น Fundamental ทั้งสองฝ่ายเลย
แล้วแต่ลักษณะกองทุนไป ที่ในต่างประเทศหลายๆแห่งก็เป็นลักษณะนี้

3) กองทุนที่เป็นสายเก็งกำไรจัดๆ (Market Speculate) พวกนี้จะมีหน่วยลงทุน หลายทีมและเยอะและกระจายความเสี่ยงโดย จำนวนทีมที่มากเข้าไว้ โดยแต่ละทีมก้ต้องมีแผนการเทรดและบริหารการลงทุนที่แตกต่างกันไป ส่วนมากจะมาทางด้าน Technical จัดๆบางที่จะออกแนวๆ Scalping เลยด้วยซ้ำไป บางที่จะเทรดแบบ Market makerในไทยจะมีอยู่หลักๆ สี่ ห้าแห่ง และแนวโน้มระยะยาว จะเริ่มมีเปิดตามๆมาอีกในอนาคต ส่วนมากในไทยกองทุนพวกนี้ จะเทรด TFEX, หุ้น และ บางที่อาจจะมีไปเทรด Gold future,ตราสารหนี้บ้างบางส่วน กองทุนในลักษณะนี้ ตัวเทรดเดอร์เองค่อนข้างมีอำนาจตัดสินใจค่อนข้างเยอะ และเป็นเอกเทศ กว่ากองทุนสองแบบแรก แต่ความกดดันจะสูงมาก
เนื่องจากผลงานและตัวเงิน ออกมาและวัดกันได้แบบเห็นๆเลย ในแต่ละไตรมาศ
แต่ผลตอบแทนก็จะเยอะเช่นกันกองทุนประเภทนี้ ก็มีพอสมควรที่ต่างประเทศเช่นกัน
บางที่จะมีเงินเดือน Fix + %shareแต่บางที่ก็ไม่มี และส่วนมากถ้าเป็นที่ สิงคโปร์หรือฮ่องกง จะไม่มีเงินเดือนเลย ส่วนตัวผมเองนั้น ทำงานในกองทุนกลุ่มนี้ครับตำแหน่ง Proprietary trader

4) กองทุนสาย Quant บางที่เรียก Quant fund กองทุนลักษณะนี้ คนที่มีอำนาจในกองทุนเยอะจะเป็นพวก เทรดเดอร์ และ คนพัฒนา ระบบเทรด กองทุนแบบนี้นั้นใช้คนน้อย แต่ถือเงินก้อนใหญ่ หลักๆ จะมีเทรดเดอร์ และ Programmer ที่พัฒนาระบบเทรดและให้ พวก EA รันไป บางที่เรียก ATS บางที่เรียก Bot บางที่เรียก Automate trade สายนี้ส่วนมากจะเป็น Technical analysis จัดๆโดยบวกกับหลักการณ์ทางสถิติศาสตร์ และคำนวน และประมวลออกมาเป็น ระบบเทรดอัตโนมัติกองทุนแบบนี้ ในเมืองไทยเท่าที่รู้มี แค่ที่เดียวแต่เป็นเถื่อนไม่ถูกกฎหมายที่สำคัญจะเข้าค่อนข้างยากส่วนมากจะต้องเป็นคนที่มีแนวคิดระบบดีแล้วและเอาไปเสนอเขาถึงจะได้รับเข้าทำงาน

กองทุนลักษณะนี้ จะมีที่ต่างประเทศเยอะ แต่ในไทยยังไม่เปิดรับและยังไม่เปิดกว้างพอ เพราะสังคมเรายังตามไม่ทันเขา ถ้าอยากจะได้เข้าทำงานมีหนทางสองทางคือ เทรดประสบความสำเร็จแล้ว และ มีระบบที่ทำเงินจริงไอเดียดี ไปเสนอ หรือ ควรจะต้องไปเรียนสาย Finance engineering statisticซึ่งมีเปิดโทที่เอมริกา กับอังกฤษครับ


5) กองทุนสาย HFT เป็นกองทุนที่พัฒนามาอีกขั้นจากกองทุนสาย Quantแต่เน้นหนักไปทางด้านการเทรดที่ใช้ความเร็วสูงมาก ในระดับ milli sec., nano secซึ่งวินาทีนึง บางครั้งจะส่งคำสั่งเทรด เป็นร้อยๆ คำสั่ง และเทรดเยอะมากๆแข่งกันที่ความเร็วและความไวของการประมวลผลด้วย Super computerกองทุนลักษณะนี้ก็เป็นแนวโน้มที่กำลังมาแรงอีกตัว พวกที่แข่งเทรด EA โลกเวลาชนะก้มักจะได้ถูกซื้อตัวไปทำงานกับพวกนี้ซะเยอะเงินเดือนเริ่มต้นถ้าเป็นที่อเมริกา จะอยู่ที่ราวๆ 250,000 $ / ปี

นอกจากนี้แล้วนั้น ตำแหน่งเทรดเดอร์นั้น ยังมีระดับแยกย่อยออกไปอีกตามแต่สายงานและกองทุนหลักๆ นั้น พอเราก้าวข้าวระดับเทรดเดอร์ไปนานๆ ถ้าไปสมัครตามฮ่องกง หรือเซี่ยงไฮ้ เค้าจะมีรับตำแหน่งMarket maker ซึ่งเป็นอีกระดับของเทรดเดอร์ขึ้นไปอีกขั้น โดยจะมีวงเงินมากพอที่จะเคลื่อนตลาดได้แต่เราก็ไม่ใช่จะมีอิสระสร้างราคาตลอดเวลาส่วนมาก เขาจะทำก็ต่อเมื่อมีนโยบายออกมาจากเบื้องบน โดยมากจะเป็นการร่วมมือกับทีมข่าวและทีมปั่นเทรดเดอร์อื่นๆ ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมจะสร้างราคา

บางครั้งอาจจะเป็นยโยบายจากทางแบงค์เองออกมา
- ช่วงที่ตลาดสุกงอมสมควรแก่การเคลื่อนราคาตลาดเพื่อให้ทีมเทรดเดอร์อื่นๆที่มี Position ค้างอยู่เยอะ สามารถทำกำไรได้โดยมากจะต้องมีการพิจารณาประกอบจากฝ่ายบนด้วย

หรือบางแห่ง จะเป็นในลักษณะแบบ ทีมเทรดแบบสามขาฝ่ายคิดระบบ ทำหน้าที่คิดระบบแต่ไม่เทรด ไม่หาเงินเจ้าของเงิน หาเงินมาให้ ไม่คิดระบบและไม่เทรด แต่บางครั้งก็ทำหน้าที่กำหนด risk / position / period
ฝ่ายเทรด เทรดอย่างเดียวแต่ไม่คิดระบบ และไม่หาเงิน


นอกจากนี้ กองทุนยังสามารถจำแนกแยกย่อย เป็น
กองทุนแบบเปิด - รับเงินและขายหน่วยลงทุนโดยหาเงินมาจากบุคคล เอกชน รายย่อยทั่วไป
กองทุนแบบปิด - ไม่เปิดขายหน่วยลงทุนแก่บุคคลทั่วไป (ผมทำงานในกองทุนแบบนี้ครับ)
กองทุนแบบ Fund of fund คือเป็นกองทุน ที่ทำตัวเพื่อไปเสนอเอาเงินทุนจากกองทุนที่อื่นๆ มาอีกทีหนึ่ง
กองทุนแบบ CTA คือกองทุนลักษณะรับบริหารพอร์ตให้รายย่อยเป้นรายๆไปผ่าน Platform ที่มีการกึ่งอนุมัติอำนาจจาก เจ้าของเงินแล้ว

ตำแหน่งเทรดเดอร์ยังสามารถไปทำงานในสายของแบงค์ได้อีกโดยจะอยุ่ในแผนก Treasury และบางแห่งจะมีชื่อเรียกอื่น ตำแหน่ง
ส่วนมากจะเรียก Proprietary traderหน้าที่หลักส่วนมาก จะเป็นการ Square position

ให้กับทางแบงค์โดยวันหนึ่งๆ จะมีหน้าที่รับออเดอร์จำนวนเงินเข้ามาว่ามีเงินเท่าไหร่ที่ต้องการแลกเป็นสกุลเงินอื่นๆต่างๆเราก็ทำหน้าที่
เอาไป short sell ในตลาดตามแต่เรทที่ได้รับมา อาจจะมีเก้งกำไรได้นิดหน่อยแต่ไม่ใช่หน้าที่หลักของ เทรดเดอร์พวกนี้ ส่วนมากจะมีแบ้งละ สามสี่คนเท่านั้นถ้าอยากเข้าทำงาน ส่วนมากต้องผ่านการไต่ระดับ หรือได้ทุนเรียนของแบ้ง
ไปต่อนอกแล้วกลับมาหรือถูกซื้อตัวมาจากแบ้งต่างประเทศ มักจะรับสมัครน้อยมากๆ

ทีนี้ส่วนคำถามว่าจะเข้าไปทำงานในสายนี้ได้อย่างไรนั้น

1) ผลงานเดิมที่ผ่านมา คือเราต้องเทรดกำไรมาพอสมควรแล้วและมี portfolioให้เค้าดูอย่างน้อยๆ ต้องปีถึงสองปีขึ้นไป
2) หรือผ่านการประกวดแข่งขันการเทรดต่างๆ แล้วถูกดึงตัว
3) หรือจากการแนะนำจากคนใน ซึ่งบางแห่งก็มีผลค่อนข้างมากจาก การบอกปากต่อปาก

ปล.: เทรดเดอร์รุ่นใหม่ๆในไทยที่เก่งๆ ส่วนมากอายุน้อยๆทั้งนั้นครับสืบเนื่องจาก วงการนี้ในไทยยังแคบ และเพิ่งจะมามีหลังประเทศอื่นๆเค้าพัฒนาไปหลายปีส่วนมากก็จะวนเวียนไปๆมาๆครับ ผมประมาณการณ์เอา
เองว่าในไทย น่าจะมีไม่ถึง 500 คนมั้งอาชีพนี้

ที่มา : Face book ของคุณ Kiat ครับ
-ผมได้ตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวไว้ให้คุณ Kiat นะครับ >>>> ถ้าสนใจจะสอบถามข้อมูลจากคุณ Kiat ติดตามได้ที่ http://thailandinvestorclub.com ครับ จะใช้ Log-in ว่า Kiat





สำหรับวิธีการที่ผมเข้าสู่ บล.ในฐานะ Prop trader นี่เรียกว่า เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยครับ มันขรุขระเอามากๆ

- ผมส่ง Resume ของผมไปตาม บ.ล หลายที่ ที่คิดว่าน่าจะมี เเผนก Proprietary Department อยู่ครับ >>> อาจจะโชคดีที่ผมรู้จักเพื่อนที่เคยเป็น Prop trader เลยพอรู้ว่ามีบล ที่ไหนบ้างที่น่าจะมีเเผนกนี้ ผมชวนเพื่อนไปสมัคร

- ในที่สุดผมกับเพื่อนก็ถูกเรียก ไปสอบข้อเขียน (ใน Resume ที่ส่งมากว่า 100 ใบ นั้นจะถูกเรียก มาสอบเพียงเเค่ประมาณ 50%) ข้อสอบที่ผมทำนั้นถ้าตอบผิดติดลบ นั่นเเสดงว่าถ้าไม่รู้จริงเเล้วไปเดา ก็จะโดนคะเเนนติดลบเอาได้ครับ โดยข้อสอบเป็น 2 ส่วน ตัวเลือก + ข้อเขียน >>>> โดยส่วนข้อเขียนจะถามเกี่ยวกับเรื่องของระบบ หรือวิธีการเทรดของเรา รอบนี้ผมทำได้ค่อนข้างดีครับ คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เเละก็เป็นไปตามคาด ผมสามารถเข้าสู่รอบถัดไป

-จากข้อสอบข้อเขียน ก็จะเหลือผู้ผ่านเข้ารอบประมาณ 15-20 คน เพื่อเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ ในรอบนี้ ผมตอบได้ทุกคำถาม เเทบจะ 100% พี่ที่สัมภาษณ์บอกว่าตอบคำถามได้ดี เเนวคิดได้ ขอดูเรื่องสุดท้ายว่าสามารถเข้ากับทีม + นโยบายบริษัทได้รึป่าว >>>> ผ่านไป 2 วันฝ่ายบุคคลโทรมาครับ ผลออกมาผิดคาดไปมากๆ ผมตกรอบนี้ >>> ณ ตอนนี้ผมมึนงง ทำอะไรไม่ถูก อาจจะด้วยความคาดหวังที่สูง เเล้วมันผิดคาด ส่วนเพื่อนของผมเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายครับ

- เท่ากับว่า จาก 100 กว่าคน >>>> 50 คน >>>> 15 คน ( ผมหยุดที่รอบนี้) >>>>> 5 คน >>>> 2 คน ( รับเข้าเป็น Trader 2 ตำเเหน่ง ครับ)เพื่อนของผมสามารถทะลุเข้าสู่รอบการเป็น Trader ได้สำเร็จ ส่วนผมหลุด

- ผมยังอยากรู้ถึงเกณฑ์การตัดสินของกรรมการ เลยส่งE-mail ถามอย่างสุภาพ ว่าผมมีจุดบกพร่องตรงไหน >>> พี่เค้าก็ใจดีตอบมาให้ครับ ว่าตอนสัมภาษณ์ ผมมีลักษณะอาการที่เรียกว่า Super Ego คือเชื่อมั่นในคำตอบมาจนเกินไป อาจจะคุมให้อยู่ในระเบียนวินัยได้ยาก ก็เลยตัดให้ตกรอบ ผมเลยเขียนE-mail ตอบกลับไปว่า ถ้าคราวหน้ามีโอกาสอีกครั้ง ผมจะขอกลับเข้าไปสัมภาษณ์ใหม่

......เวลาก็ผ่านไป อีก 1-2 เดือน .................
-ผมเริ่มเขียน Blog เเห่งนี้ + ทำเวบไซด์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเทรด

- ทางฝ่ายบุคคลของบล ติดต่อผมมาอีกครั้งให้เข้าไปคุยเพื่อเข้ารับการทดสอบรอบใหม่ >>>> คราวนี้มีเกณฑ์ใหม่ให้ทดสอบ คือ ให้นั่งเทรด TFEX ของจริงอยู่บ้านโดยทดสอบที่พอร์ตตัวเอง + เขียนบันทึกการเทรด + วิเคราะห์ ตลาด 1 เดือน ถ้าผ่านเกณฑ์จะเรียกกลับเข้าไปสัมภาษณ์อีกครั้ง ( ตรงนี้ต้องไปตามอ่านช่วงวันเเรกๆของการเดินทางครับ จะพบว่าเจอความท้าทายมากมายจริงๆ ผมเจอขาดทุนด้วย)

-เเละเเล้วเวลา 1 เดือนก็ผ่านไป..........
-ณ เวลานั้นเพื่อนผมที่ไปทำ Prop trade เริ่มเครียด + รู้สึกไม่มั่นคง จึงขอลาออก ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจกๆครับ
-วันประกาศผลก็มาถึง ผมโชคดีมากๆครับ ที่ทางหัวหน้าเเผนก Prop ให้โอกาสผมกลับไปสัมภาษณ์อีกครั้ง
-วันสัมภาษณ์ >>> สัมภาษณ์ เป็นภาษา Eng ประมาณ 2.5 ชั่วโมง เเละ 1 วันจากวันสัมภาณ์ ทางฝ่ายบุคคลก็โทรเรียกให้ไปตรวจสุขภาพ ต่อ

-ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี
-เเต่เมื่อเริ่มมาเป็น Trader จริงๆ เดือนเเรก ผมทำกำไรได้นิดหน่อย จากนั้นเดือนที่ 2 นั้นขาดทุนเกือบทุกวัน จนกราฟกำไรสะสมตกลงอย่างน่าตกใจ ถึงตอนนี้ผมถูกทางหัวหน้าให้หยุดเทรด กลับไปเทรดกระดาษ (เรียกว่า Paper Trading) เพราะผมยังจับทางในการเทรดไม่เจอเลย ถ้าปล่อยเเบบนี้อีกเเค่ 1-2 อาทิตย์ ผมคงจะไม่รอดเเน่ๆเเล้ว เพราะเริ่มถูกทางผู้บริหารเพ่งเล็ง
-โชคดีที่พี่ในเเผนก(X-ray Trader Blog ของพี่เค้าอยู่ใน Link ที่ผมทำไว้ครับ)ช่วยเเนะวิธีการบางอย่าง+ การนำ Model เทรดมาประคองตัวทำให้ผมสามารถหยุดการขาดทุนไว้ได้ จนในที่สุดก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับจังหวะของตลาด เเละเริ่มทำกำไร ...............กว่าจะอยู่รอด เเละเริ่มทำกำไรในสาย Prop trader สำหรับผมเเล้วต้องเชื่อมั่น ฝึกฝน เเละก็ฝึกฝนครับ

9.07.2553

ตอนที่ 28 : สาส์นจากเทรดเดอร์ค่าเงิน ตอน2



ผมเอาสาส์น จากเทรดเดอร์ Effi lang มาให้ดูต่อจากครั้งที่เเล้ว ตอนโน้นเลย
เป็นข้อความที่ต้องการจะบอกให้เทรดเดอร์ ที่กำลังจะเข้าสู่หนทางของการเทรดลองอ่านกันดู

For everyone who is just starting out........

1. You will loose money
เราอาจจะต้องเสียเงิน

2. You will cry if you’re emotional
เราอาจจะต้องร้องไห้ในบางครั้ง

3. You may even reach the verge of suicide
เราอาจจะรู้สึกถึงจุดวิกฤตที่สุดในชีวิต

4. You will have people try to put you down
ผู้คนรอบข้างอาจจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับการเทรด

5. Depression
ความกดดัน เป็นสิ่งที่ต้องเจอเเน่นอน

6. You will want to give up
บางครั้งเรารู้สึกอยากจะยอมเเพ้

7. You will want to give up once more
อาจจะมีหลายครั้งที่เราอยากจะยอมเเพ้

8. You will want to give up again
เเละก็อีกหลายๆครั้ง

9. You will never give up if you have a goal set, so set it and you will have reason to go on.
เเต่เราจะไม่มีวันยอมเเพ้ถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เเละเหตุผลที่เราจะต้องสู้ต่อ


10. You will have good trading days
เราจะมีทั้งวันเทรดที่ดี

11. You will have bad trading days
เราจะมีวันที่เทรดที่ไม่ดี

12. You will realize that a minimum of 2:1 income to expense ratio may as well be just as important as trading itself
เมื่อเราสามารถเทรดจนกำไรเป็น 2 เท่าของรายจ่าย >>> เป็นสัดส่วนขั้นต่ำที่ดี เราไม่ควรจะจายมากกว่า 50% ของเงินที่เทรดได้ ในกรณีที่รายได้เรามาจากการเทรดเป็นหลัก

13. You will try many trading systems
เราจะทดลองหลายๆระบบ

14. You will most likely develop yours at the end
เราจะพยามจะพัฒนาหาผลลัพธ์

15. You will use 100 indicators at some point and most likely use just a few at the end
เราจะพยามทดสอบเป็น 100 indicators เพื่อว่าจะได้ผลการเทรดที่ดีขึ้น

16. You will realize that keeping a trading diary and plan. Is the same as your mum telling you to get your sleep: its true, If u do it u will be healthy and if you don’t you’ll always fall sick
เรื่องของการบันทึกการเทรดเป็นเรื่องสำคัญมากๆ มันคล้ายๆกับว่าเวลาที่เเม่ของเราบอกให้เรานอน
- ถ้าเราทำตามเราก็จะมีสุขภาพที่ดี
-เเต่ถ้าเราไม่ทำตาม เราก็จะมีสุขภาพที่ไม่ดี เท่าไหร่

17. Don’t get greedy!
อย่าโลภ

18. Trade Pips not Money
เทรดที่ Pips (หน่วยของ Forex) อย่าเทรดที่ตัวเงิน

19. 10 Pips a day is good
ได้ 10 Pips ต่อวันถือว่าดี

20. 20 Pips a day is great
ได้ 20 Pips ต่อวันถือว่ายอดเยี่ยม

21. 30 Pips a day is awesome
ได้ 30 Pips ต่อวันถือว่า วิเศษมากๆ

22. Accept loosing at most 50% of the time and winning the other 50%
เราต้องยอมรับ ขาดทุน - กำไร 50% 50% ให้ได้

23. Get a life. Exercise, eat, sleep. The better your health the better your trade.
มีความสุขกับชีวิต ออกกำลังกายบ้าง กิน นอนอย่างปกติ ยิ่งเรามีสุขภาพที่ดี เรายิ่งมีการเทรดที่ดีขึ้น

24. Keep it professional! Take breaks! Wear a suit and a tie if you have to even though you’re going to the next room, but have the right mind set, this is business and you are both the President and the Employee
ทำตัวเป็นมืออาชีพ มีการพักเบรกบ้าง ให้เรามองการเทรดว่าเป็นธุรกิจหนึ่งของเราโดยที่เราเป็นทั้งพนักงงาน เเละก็ลูกจ้าง

25. Don’t withdraw all your money from your account, compound what you can and aim to exponentially increase your lots while keeping your Pippage the same.
อย่าถอนเงินทั้งหมดจากบัญชีการเทรดของเรา ให้เราพยามทบต้นขึ้นไป

26. Patience and understanding is key and it is the difference between a loosing trade and a winning trade.
ความอดทนเเละความเข้าใจคือหัวใจ ซึ่งมันเเตกต่างระหว่างการเทรดที่เราขาดทุน เเละการเทรดที่กำไร

27. Educate Yourself. Dumb people loose money and Smart People make it in this trade.
เราต้องพยามเรียนรู้ คนโง่มักจะเสียเงิน ในขณะเดียวกันคนฉลาดมักจะเป็นผู้ได้เงินในสนามการเทรด

28. Remind yourself why you do what you do every once in a while
เราต้องเตือนตัวเอง เเละรู้ตัวเสมอ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

29. When you loose a trade have an optimization protocol: - Ask yourself why you incurred an expense - Understand why you incurred an expense- Tell yourself what you need to do to avoid a reoccurrence and remember what you said
เวลาที่เราเทรดพลาด ให้ถามตัวเองว่าทำไม พยามที่จะเรียนรู้เข้าใจจากการขาดทุนที่เกิดขึ้น

30. Try not to trade news
อย่าพยามที่จะเทรดตามข่าว

31. In most cases if there is something you can’t explain with Technical Analysis. It’s normally news’ fault.
ให้หยุดชั่วคราว ถ้ามีบางอย่างที่เราไม่สามารถอธิบายได้ด้วย Technical Analysis

32. Have at least 2 internet connection setup, 1 for back up.
.ให้เรามี internet สำรองไว้ด้วย

33. Don’t trade when you are tired, drunk, sleepy or emotional
อย่าเทรดเวลาที่เราเหนื่อย เราดื่มมา ง่วง หรือว่าตอนที่อารณ์ราไม่ปกติ

ทั้งหมดนี้คือสาน์สจากเทรดเดอร์ค่าเงิน Effi Lang
ที่ช่วยเตือนใจเทรดเดอร์รุ่นใหม่ๆ ครับ

ตอนที่ 27 : Prop Trader Vs รายย่อย



บทความนี้ เป็นบทความที่ผมเขียนไว้นานเเล้ว >>>> เเต่จะเอามาปัดฝุ่น ปรับปรุงเนื้อหาให้เข้าทันสมัยขึ้น ครับ

จากการผมเห็นหลายๆคน มีความรู้สึกที่ไม่ดี ต่อ Proprietary Trader โดยสังเกตจากข้อคิดเห็นตามเวบบอร์ด ต่างๆที่โจมตี Prop Trader กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความคิดเห็นก็มีเเตกต่างหลากหลาย จากการที่ผมเองนั้นอยู่ในทั้งด้านของ Prop Trader เเละก็รายย่อยนั้น ผมมีข้อเเนะนำที่น่าสนใจ ที่จะช่วยลดจุดเสียเปรียบบางประการในการลงทุน เพื่อเเข่งขันกับ กองทุน เเละ Prop ครับ

ข้อเเนะนำสำหรับรายย่อยในการต่อกรกับ Proptrader

1.ค่าธรรมเนียมเเพง อย่างใน TFEX การที่จะลงทุนใน S50 รายย่อยต้องจ่ายค่ารรมเนียมไปกลับ เฉลี่ยถึงตั๋วละ 1,000 บาท ในขณะที่ Prop นั้นได้ต้นทุนที่ถูกกว่านั้นมาก .....วิธีเเก้ก็คือ รายย่อยต้องสู้ใน TimeFrame ที่ไม่ค่อยมีความเเตกต่างในด้านค่าธรรมเนียมมากนัก อย่าง Daily Chart ถ้าลองย้อนกลับไปดู Model ที่ผมเคยเอามาเเชร์จะพบว่า ถ้าหากรายย่อยใช้ Daily chart ในการต่อสู้กับ Prop เเล้ว จุดเสียเปรียบของรายย่อยจะลดน้อยลงอย่างมาก ที่เห็นชัดเจนก็คือ ชมรม Chaloke.com ที่ผลตอบเเทนในการลงทุนดีกว่า Broker หลายๆที่ซะอีก

2.รายย่อย ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรเล่น Daytrading เพราะยิ่งเข้าออกบ่อยๆ ยิ่งเสียค่าธรรมเนียมากครับ ผมลองทดสอบโมเดล มากกมายพบว่า ถ้าค่าธรรมเนียมปัจจุบัน โอกาสที่รายย่อยจะเล่นDay Trade เเล้วได้กำไร มีน้อยมากครับ ยกเว้นฝีมือเซียนจริงๆ

3.รายย่อย มีความยืดหยุ่น (Fliexibility) ที่เหนือกว่า Proptrade ทั้ง
- สามารถ Hold position ข้ามวันได้ เรียกการเทรดเเบบนี้ว่า Position Trading รายย่อยควรจะใช้ประโยชน์จากการเกาะ Trend ระยะยาวตรงจุกนี้ให้มากๆครับ เพราะถือว่าเป็นจุดได้เปรียบที่ดีมากๆ
-สามารถ เพิ่มลด วงเงินได้ รายย่อยต้องมีการออกเเบบระบบบริหารเงินที่ดี เช่น 1 สัญญา จะต้องเผื่อเงินเพิ่มเติม

4.อย่ามองไปที่จุดเสียเปรียบ เเละคร่ำครวญครับ ตลาดคือสถานที่ต่อสู้ซึ่งอาจจะไม่เท่าเทียม เเต่ถ้าเรามีกลยุทธ์ที่ดี มีการวางเเผนที่ดีพอ เราก็สามารถที่จะชนะได้ครับ ให้เรามองหาจุดดีเสมอ ยกตัวอย่าง นิทานสุด classic อย่าง เดวิด Vs โกไลเเอธ ก็จะพบว่า เดวิด สามารถชนะยักษ์ใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น ขอเเค่เพียงมีความเชื่อมั่นว่าจะทำได้

5. อย่าหมดหวัง ผมเคยดู Clip ของเบียร์สิงห์ ผมยังจำประโยคได้อย่างเเม่นยำ >> ตราบใด พระอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออก เรายังคงมีหวังเสมอ ต่อให้เราเป็นรายย่อย ถ้าเราฝึกซ้อมอย่างหนัก อะไรก็หยุดไม่อยู่ครับ

6.ให้มองไกล ไปถึงตลาดต่างประเทศ ตลาดCommodity ตลาดค่าเงิน >> ให้เราฝึกซ้อมจนเเข็งเเกร่ง เราก็จะพบว่าในโลกนี้ยังมีโอกาสอื่นๆอีกมาdมาย นอกจาก SET

ผมหวังเหลือเกินว่า บทความอันนี้ของผมจะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยซึ่งเป็นนักลงทุนส่วนใหญ่ของตลาดไทย สามารถทำกำไรบน ตลาดการเงินนี้ได้อย่างต่อเนื่องครับ

9.05.2553

ตอนที่ 26 : Prop Trader นักจับปลาบนตลาดการเงิน



หลายครั้งที่ผมลองคิดดูว่า ถ้าอยากจะอธิบาย รูปเเบบการทำงานเเละรายได้ของ Prop trader จะอธิบายอย่างไรดี ในที่สุดผมก็คิดออก อาชีพของ Prop Tader คล้ายกับชาวประมงนั้นเอง .....

- Prop Trader : มีหน้าที่หลักในการทำกำไรให้กับ บล ที่สังกัดอยู่ โดยการเข้าไปสร้างกำไรจากการขึ้นลงของราคาในตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นหรือ Futures โดยต้องอาศัยประสบการณ์ทำกำไรจากการขึ้นลง เเละการเหวี่ยงของราคา>>>> เปรียบเหมือนกับการออกเรือไปหาปลาของชาวประมง ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการดูกระเเสน้ำ ทิศทางลม เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดอยู่ในทะเล เเละสามารถจับปลากลับมาได้

- ขนาดหน้าตักของ Prop Trader = ขนาดของเรือหาปลา >>> ยิ่ง Prop Trader มีหน้าตักที่ขนาดใหญ่มากขึ้น ก็ยิ่งจะสามารถสร้างกำไรได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มทักษะของการบริหารหารหน้าตักเข้าไปด้วย สำหรับการจับปลาเเล้วยิ่งขนาดของเรือยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้ทักษะในการบังคับเรือที่สูงขึ้นตามไปด้วย เรือที่ใหญ่ขึ้นก็จะยิ่งมีเครื่องมือที่ทันสมัย เเละมีพื้นที่ในการจัดเก็บปลาที่หามาได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีห้องเเช่เเข็งที่สามารถช่วยให้สามารถออกทะเลได้เป็นระยะเวลานานๆ อีกด้วย

-ต้นทุนของ Trader Vs ต้นทุนของเรือหาปลา >>>> ยิ่งจำนวนหน้าตักมาก ในการเข้าออก จะมีต้นทุนจากค่ารรมเนียมที่สูงตามไปด้วย เปรียบเหมือน เรือขนาดใหญ่ก็ย่อมจะต้องมีค่ารักษา ค่าบำรุงซ่อมเเซมที่สูงขึ้นตามไปด้วย

-กระเเสการไหลของราคา Vs กระเเสการไหลของน้ำ >>>> ทั้งสองอย่างนี้ ล้วนมีขึ้น ลง เเละเปลี่ยนเเปลงไป เราต้องอาศัย ความรู้เเละประสบการณ์ที่จะเอาตัวรอด

-ช่วงเวลา >> บางฤดูกาลมีปลาชุกชุมมาก บางฤดูกาลปลาก็หายไป ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะมีปลาตลอด ดังนั้นเราต้องเก็บตุนเสบียงอาหารของเราไว้เผื่อในฤดูที่จับปลาได้น้อยด้วย เราก็จะรอดจากความขาดเเคลน : การเทรดก็เช่นกัน บางเดือนตลาดนิ่งๆ ไม่ไปไหนมันเป็นเรื่องยากที่จะทำกำไร นอกจากบางวันจะไม่ทำกำไรเเล้ว บางครั้งยังจะขาดทุนซะด้วยซ้ำ ในขณะที่บางช่วงเวลาก็มีจังหวะให้สามารถสร้างกำไรได้ตลอด เราจึงต้องทำกำไรสะสมไว้มากๆ ในช่วงที่โอกาสมา ต้องทำเผื่อไว้ในช่วงที่เทรดยากลำบากด้วย เหมือนกับการเก็บกำไรตุนไว้ก่อน เผื่อในช่วงเวลาที่ตลาดนิ่งหรือไม่มีวอลลุ่มนั่นเอง

-หวังว่าเพื่อนๆ จะมองเห็นภาพของอาชีพที่เรียกว่า " Proprietary Trader " เพิ่มมากขึ้นครับ

8.22.2552

ตอนที่ 25 : เกมส์การเทรด Vs เกมส์ชีวิต มุมมองสู่เทรดเดอร์

ตอนนี้พวกเราก็เดินทางมาถึงบทความที่ 25 กันเเล้ว ผมเริ่มคิดบทความต่อๆไปไม่ออกเหมือนกันครับ คงต้องเทรดบ่อยขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น เเละพยามจะนำเเนวคิดดีๆ มานำเสนอกันต่อไป
สำหรับตอนนี้ผมจะพูดเรื่องชีวิต -การเทรด -เกมส์ครับ
ผมเคยตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิต เป็นต้นว่า
.........เราเกิดมาทำไม
.........เราจะมีความสุขในชีวิตได้อย่างไร
........เราต้องการอะไรจากชีวิตนี้

ซึ่งผมก็พบว่าในชีวิตนั้นมีสิ่งต่างๆมากมายที่เราต้องตัดสินใจเลือก ....
เราโชคดีมากๆ ที่มีเวลา 24 ชั่วโมง เราควรจะใช้เวลาในการมีความสุขกับชีวิตมากกว่าที่จะคิดเรื่องไม่สบายใจ เเนวคิดของทางตะวันตกเค้าจะคิดว่า เรามีชีวิตเดียว ดังนั้น Enjoy life ให้เต็มที จงมีความสุขทุกๆนาทีกับชีวิต เรามาเข้าเรื่องเกมส์กันดีกว่า

สมัยตอนผมเด็กๆนั้นผมชอบเล่นเกมส์เป็นอย่างมาก เวลาเล่นเกมส์ผมพยามที่จะเอาชนะให้ได้ เพราะผมอยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร เกมส์ที่ผมนั่งเล่นเเบบเอาเป็นเอาตายก็คือ เกมส์ Final Fantasy ผมเล่นไปถึงกว่า 100 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะอยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร เกมส์นี้ภาพสวยมากๆครับ ผมเล่นจนประหนึ่งว่าเรากลายเป็นตัวละครในเกมส์ไปเเล้ว ไม่ว่าเกมส์จะยากเเค่ไหนผมก็พยามจะเล่นให้ถึงตอนจบจนได้ ผมเชื่อว่าเพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ทำเช่นนั้น

หากเรามองว่าชีวิตเราก็เหมือนเกมส์ ชีวิตก็จะดูน่าสนุกขึ้น เพราะเราสามารถที่จะสนุกกับมันได้เต็มที่ เเละเราจะพยามอย่างมากในชีวิตเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ เเต่..........ชีวิตก็มีความเเตกต่างจากเกมส์อย่างมากตรงที่เราสามารถสร้างฉากจบได้ด้วยตัวเอง ว่าเราอยากจะไปอยู่ตรงไหน ที่ใดในอีก 5-10 ปีนับเเต่วันนี้ ถ้าเราจินตนาการฉากจบไว้สวยงามเเล้ว เราก็เเค่เพียงเล่นเกมส์ในชีวิตประจำวันของเราไปอย่างมีสติ เราก็จะไปถึงฉากที่เราสร้างไว้อย่างไม่ยากเย็น

เกมส์การเทรดก็เช่นกัน เราสามารถเลือกฉากจบได้ ถ้าเราต้องการฉากจบที่ดีคงจะหนีไม่ได้ที่เราจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจถึงวิธีการ เช่นเดียวกับการศึกษาเนื้อเรื่องในเกมส์ เราจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝน เหมือนกับที่เราใช้เวลาในการเล่นเกมส์บ่อยๆ จนเก่ง เซียนเกมส์นั้นที่เก่งจนสามารถคว้าเเชมป์ระดับประเทศได้นั้นล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเเชมป์ประเทศไทยเกมส์ Need for speed ,เเชมป์เกมส์ Taken ทุกๆคนล้วนต้องฝึกฝน เพื่อให้เชี่ยวชาญเเต่เข้าใจในเกมส์นั้นๆอย่างลึกซึ้ง

เช่นเดียวกับเกมส์การเทรด
หลายครั้ง.........ที่เรามองเกมส์การเทรดเป็นเรื่องสวยงาม
หลายครั้ง.........ที่เรามองเกมส์การเทรดเป็นเรื่องขื่นขม
เเต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หากเราได้พยามอย่างเต็มที่
ฝึกฝนอย่างหนักจนมีเข้าใจลึกซึ้งในการเทรดจริงๆ
เเล้วเมื่อนั้นเราก็จะพบว่า...........
ระหว่างความขื่นขม กับ ความงดงาม หาได้มีเส้นเเบ่งไม่

8.16.2552

ตอนที่ 24 : "Rouge Trader "ภาพยนตร์ที่นักลงทุนต้องไม่พลาด

Rouge Trader เป็นชื่อภาพยนตร์ที่นำเเสดงโดย Ewan McGregor ซึ่งรับบทเป็น นิค ลีสัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนก Trader ของธนาคาร Barings Bank สาขาสิงคโปร์ ซึ่งในขณะนั้น นิค ลีสัน อายุเพียงเเค่ 28 ปีทำนั้น เเต่เขาสมารถทำให้ ธนาคาร Barings ซึ่งมีประวัติก่อตั้งมายาวนานถึง 300 ปีเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษและมีลูกค้าบัญชีแรกคือสมเด็จพระราชินีฯ ต้องล้มละลาย

เริ่มต้นเรื่อง นิค ลีสันนั้น เป็นเทรดเดอร์ดาวรุ่งของธนาคาร โดยหน้าที่หลักคือการเข้าซื้อ-ขายเเละทำกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures) นิคลีสัน ได้เริ่มทำงานในประเทศอินโดนีเซีย โดยเขาสามารถสร้างผลงานได้ อย่างโดดเด่น จนทำให้ผู้บริหารหลายๆคนต่างก็ชื่นชมในสุดยอดเทรดเดอร์ผู้นี้ ต่อมานิคได้เลื่อนขั้นให้ไปอยู่Monetary Exchange หรือ SIMEX) นิค สามารถสร้างกำไรกับ Bearing Banks ได้อย่างมหาศาล จนกลุ่มผู้บริหารคิดว่าเขาคือ เทรดเดอร์อัจฉริยะ เขาได้รับเงินเดือนเเละโบนัสอย่างมหาศาลในวัยเพียงเเค่ 26 ปีเท่านั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญของ นิค ลีสันอยู่ตอนที่มีหนึ่งในลูกทีมเขาทำผิดพลาดทำให้บริษัทขาดทุนไป 20000 ปอนด์ นิคแก้ไขโดยสร้างลูกค้าปลอมขึ้นมาภายใต้บัญชีชื่อว่า 666 เนื่องจาก นิคมีความมั่นใจเป็นอย่างมากมากว่าจะสามารถทำกำไรกลับมาให้กับลูกทีมได้อีกครั้ง ซึ่งเค้าก็ทำกำไรกลับเข้ามาได้อย่างที่คาดการณ์ไว้

จากนั้นนิคต้องการที่จะทำกำไรมากขึ้น โดยได้นำเงินของธนาคารไปลงทุนเเบบเดียวกันกับตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยเข้าได้ทำ Short Straddle ไว้กับตลาดนิเคอิ ของญี่ปุ่นโดยเชื่อว่าตลาดจะไม่เคลื่นไว้มากนัก เเต่คราวนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป นิคลีสันไม่สามารถทำกำไรได้ เเต่กลับขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆ มีฉากClassic ฉากนึงครับ คือปกติเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะมีความเครียดสูงต้องหาวิธีคลาดเครียดจากการเทรด บ้างก็สูบบุหรี่อย่างหนัก เเต่เนื่องนิค ลีสันมีวิธีการคลายเครียดโดยการกินซ็อคโกเเล็ตเพื่อเติมน้ำตาลเข้ากระเเสเลือด จะเห็นว่าพอนิค เปิดลิ้นชักออกมา ในลิ้นชักของนิคเต็มไปด้วยช็อคโกเเล็ตครับ

จุดสุดท้ายของเรื่องนั้นอยู่ที่ ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายเเรงที่สุดในประเทศญี่ปุ่นที่เมืองโกเบปี 1995 ตลาดหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว นิค ลีสันเครียดมาก เนื่องจากยอดขาดทุนของธนาคารได้วิ่งขึ้นเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุน จนในที่สุดธนาคารที่เก่าเเก่แห่งนี้........ต้องล้มละลาย

เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
1.เป็นหนังที่เเสดงให้เห็นถึงอารมณ์โลภ เเละ กลัวได้ดี ซึ่งนั่นทำให้เราทราบว่า จุดสำคัญสำหรับการลงทุน เเละการเทรดนั่นอยู่ที่การควบคุมจิตใจของเรานั่นเอง
2.ให้เรารู้จักศัพท์ทางการเงินใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Long call , Straddle ซึ่งถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถที่จะทำเงินจากกลยุทธ์ ที่ผมได้ยกขึ้นมาได้

8.14.2552

ตอนที่ 23 : มุมมองการเทรด กับ ชีวิตประจำวัน

เรื่องที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ ครับ ผมกำลังจะบอกว่าเราทุกๆคนเกี่ยวข้องกับการเทรดโดยที่เราไม่รู้ตัว เเละเรื่องราวของการเทรดมันเป็นสัจธรรมในชีวิตที่เราต้องเผชิญในทุกๆวันเลยก็ว่าได้ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ดูนะครับ

1.เวลาตื่นนอน เราสามารถเลือกได้ระหว่าง ตื่นเช้า กับ ตื่นสาย คำว่า"เลือกได้" มันคือการเทรดเเล้วล่ะครับ
ถ้าเราเลือกตื่นเช้า นั่นหมายความว่า เราอาจจะได้ตื่นมา เดินเล่นสูดอากาศยามเช้า เเละมีชีวิตในเวลาช่วงกลางวันเพิ่มมากขึ้น เเลกกับเวลาพักผ่อนที่น้อยลง ถ้าเราเลือกตื่นสาย นั่นนหมายความว่า เราอาจจะได้นอนเพิ่มขึ้น เเต่ก็อดกิจกรรมอื่นๆไป
-สังเกตุนะครับ เมื่อเราเลือกได้ มันจะมีเรื่องความน่าจะเป็น "Probability" เข้ามาเกี่ยวข้อง มันมีความน่าจะเป็นที่เราจะเลือกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิหลัง เเละนิสัยส่วนตัวของเรา
-มันมีเรื่อง Risk/Reward payoff เข้ามาเกี่ยวข้อง คือเราต้องเลือก reward ที่เราต้องการ เราจะต้องเลือกเหตุกาณ์หนึ่งเพียงเท่านั้น

2.เวลาเลิกงาน
ถ้าเราเลือกรีบกลับบ้าน นั่นหมายความว่า เราอาจจะได้กลับมาใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
ถ้าเราเลือกจะไปทานข้าวกับเพื่อน เราก็อาจจะสนิทกับเพื่อนมากขึ้น
ถ้าเราเลือกไปดูหนังหรือทานข้าว เราก็อาจจะได้ผ่อนคลาย
-สังเกตุนะครับ มันมีทางเลือกเกิดขึ้นมากมาย เเต่ละทางจะมีผลลัพธ์ที่ตามมาไม่เหมือนกัน เเละส่งผลต่ออนาคตโดยรวมของเราที่จะเกิดขึ้นไม่เหมือนกัน

เราเลือกที่จะสู้ .....................................................หรือเราเลือกที่จะถอย
เราเลือกที่จะตั้งเป้าหมายวันนี้ ..................................หรือจะตั้งเป้าหมายวันถัดไป
เราเลือกที่จะทำงานนี้ ............................................หรือจะเลือกงานอีกงานนึง
เราเลือกที่จะเเต่งงานกับคนนี้ ...................................หรือเเต่งงานกับอีกคน
เราเลื่อกที่จะมีความมั่นคง .......................................หรือ อิสระภาพ
เราเลือกที่จะลงทุนด้วย ปัจจัยพื้นฐาน ........................หรือปัจจัยทางเทคนิค
เราเลือกที่จะชอบเเนวทางของพรรคการเมืองนี้..............หรือพรรคการเมืองนั้น

ชีวิตของเราเกิดจากกระบวนการในการตัดสินใจ เเละเลือกอย่างนี้
จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน
กระบวนการเช่นนี้ จะเกิดซ้ำๆ เเละก็เกิดต่อๆไป
เฉกเช่นเดียวกันกับการขึ้น การลง เเละการเปลี่ยนเเปลงของราคา


เเละนี่คือการเทรดที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตของเราตลอดเวลา
เราสามารถที่จะควบคุมการเลือกเหล่านี้ได้ 100%
ขอเพียงเรามีสติในการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตของเรา........ อยู่ในมือเเละการเลือกของเราเท่านั้นครับ

8.12.2552

ตอนที่ 22 : ว่าด้วยเรื่อง...ออปชั่น.. ออปชั่น เเละก็..ออปชั่น

เราจะมาเจาะลึกเรื่องของออปชั่นกัน หาจะถามว่า ออปชั่นคืออะไร ?
ออปชั่นก็คือ : สัญญาระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ที่ผู้ขายให้สิทธิแก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงภายใต้สัญญา ในราคาใช้สิทธิที่ได้ระบุไว้และภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา

จริงๆ เเล้วความตั้งใจเเรกสุดผมคือตั้งใจที่จะเขียน Blog นี้ เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ออปชั่นซึ่งในที่สุดก็ได้โยงเข้าเรื่องซักที ไหนๆก็ตั้งชื่อเวบว่า Optionistic เเล้ว ต้องพูดถึงเครื่องมือทางการเงินประเภท ออปชั่น กันมากหน่อย สำหรับความรู้เกี่ยวกับเรื่องของออปชั่น นั้น ผมได้ศึกษามาจาก.................
1.การเรียนวิชาการเงิน MBA ในบทว่าด้วยตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน บทนี้ก็พูดถึงการใช้ ออปชั่น เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงเเละเก็งกำไร
2.สัมนาความรู้เกี่ยวกับออปชั่นต่างประเทศ กับ Thaihedge Fund
3.อ่านหนังสือเกี่ยวกับออปชั่น ทั้งในไทยเเละต่างประเทศ

จากความรู้ทั้งหมดผมจะสรุปข้อดี ของออปชั่นออกมาดังต่อไปนี้นะครับ
1.ออปชั่น เป็นสิทธิในการซื้อหรือขาย เหมือนใบจอง ดังนั้นเมื่อเราลงทุนซื้ออปชั่นเเล้ว เราจะขาดทุนเต็มที่เเค่ราคาที่เข้าซื้อเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงของเราถูกจำกัด (Limit Risk) ซึ่งทำให้ออปชั่น นั้นมาลักษณะพิเศษที่เเตกต่างจากตราสารทางการเงินประเภทอื่นๆ ทั้งหุ้น ทองคำ เเละ ฟิวเจอร์ เราสามารถใช้จุดเด่นมากๆข้อนี้มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการลงทุนได้ครับ
2.กำไร ไม่จำกัด เนื่องจากเมื่อเราเห็นว่าเรากำไรมากๆ เราก็สามารถที่จะใช้สิทธิได้
3.สามารถทำกลยุทธ์บนออปชั่นได้หลากหลาย เรียกว่าครบทุกรูปแบบ
-->กลยุทธ์ทิศทาง เล่นออปชั่นเพื่อเก็งกำไรทิศทางขาขึ้น หรือ ขาลง
-->กลยุทธ์ความผันผวน เล่นออปชั่นบนสมมุติฐานว่า ตลาดจะหยุดนิ่งหรือเคลื่อนไหว
-->กลยุทธ์ Spread คือ การเล่นเพื่อกินส่วนต่าง ซึงมีมากมาย
ทำให้เราสามารถใช้ออปชั่น ในการลงทุนได้หลากหลายมิติเลยทีเดียว
4.ออปชั่น มีอัตราทดให้เรา 1 ออปชั่นมักจะมี Leverage ประมาณ 10 ถึง 100 เท่า ซึ่งทำให้เราสามารถใช้ออปชั่น เป็นเครื่องมือในการสร้างผลตอบเเทนได้อย่างดี
5.ตลาดออปชั่น โลกมีขนาดตลาดใหญ่มากครับ เรียกว่าสภาพคล่องสูงมากๆ เราสามารถเทรดออปชั่นกับสินค้าอ้างอิง ทั้งหุ้นรายตัว เช่น JP Morgan , Goldman Sachs, Mocrosoft หรือว่า ทองคำ ดาวโจนส์ เรียกว่าได้เกือบหมดครับ
6.ออปชั่นในตลาดของไทย ก็เริ่มมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน ถือเป็นเเนวโน้มที่ดีครับ ต่อจากนี้ไปผมคิดว่าตลาดในไทยของเราอาจจะออกออปชั่นหุ้นรายตัว ออปชั่นทองคำ เข้ามาเป็นเครื่องมือการลงทุนเพิ่มเติมให้เราด้วย

เครื่องมือทางการเงินประเภท ออปชั่น นี้ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากๆครับ เราต้องติดตามให้ดีๆ เพื่อว่าในอนาคตเราอาจได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมืออันนี้ก็เป็นได้

8.10.2552

ตอนที่ 21 :เปลี่ยนยุค สู่ยุคของการลงทุนเต็มรูปแบบ

เราอาจจะได้ยินเรื่องราวของการสร้างความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในยุคต่างๆ ซึ่งเกิดตั้งเเต่ในสมัยอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เราก็จะพบว่าในเเต่ละยุคนั้นรูปแบบที่จะสร้างความมั่งคั่งก็ล้วนเเตกต่างกันไป
ยุคเเรก : ยุคเกษตรกรรม ใครที่เป็นเจ้าของที่ดินที่เราเรียกกันว่า "Land Lord"เเละมีเเรงงานเป็นของตัวเอง ผู้นั้นสามารถจะสร้างความมั่งคั่งมหาศาล

ยุคที่สอง : ยุคของอุตสาหกรรม ยุคนี้ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของโรงงาน เเละปัจจัยการผลิต จะสามารถควบคุมเเรงงาน เเละสร้างความมั่งคั่ง เฉกเช่น ฟอร์ด ฮอนด้า
ยุคที่สาม : ยุคของ Internet มีธุรกิจจำนวนมากเกิดขึ้น ใครที่สามารถจับการเปลี่ยนเเปลงเเนวโน้มครั้งนี้ได้ คนนั้นสามารถสร้างความมั่งคั่งเช่นกัน เช่น Google, Ebay ในยุคนี้ได้สร้างมหาเศรษฐีระดับโลกที่มีอายุเพียงยี่สิบปีต้นๆ มากมาย

เเละยุคที่สี่ : ในยุคนี้ มีคนหลายคนตีความหมายเเตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเป็นยุคของ เครือข่าย บ้างก็ว่าเป็นยุคของ Convenient Store เเต่ผมเชื่อในการตีความหมายที่บอกว่าเป็นยุคของการบูรณาการของความรู้ คนที่รู้จักการใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนนั้นสามารถสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาล ซึ่งผมว่าการเทรดก็ดี เเละการลงทุนก็ดี เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับยุคนี้
.....เราสามารถที่จะลงทุนออนไลน์จากที่ใดของโลกก็ได้ เพียงเเค่มีinternet ซึ่งเกิดจากยุคที่สาม เป็นฐานรองรับ
..... เราสามารถจะสร้างผลตอบเเทนเเข่งขันกับกองทุนขนาดใหญ่ได้ถ้าเรามีความสามารถเพียงพอ
..... เราสามารถจะล้มยักษ์อย่างโกไลเเอธได้ถ้าเรารู้จักวิธีการยุคนี้จึงเป็นยุคที่จะตัดสิน อิสระภาพ เเละ ความมั่งคั่งกันทางปัญญาอย่างเเท้จริง

8.08.2552

ตอนที่ 20 : กฏของความไม่เที่ยง กับ ตลาดการเงิน

บางครั้งที่ผมสังเกตุ การเคลื่อนไหวของราคาในตลาดการเงิน พบว่าราคานั้น มีการเปลี่ยนเเปลง ขึ้นลง อยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผมฉุกคิดถึงคำสอนของอาจารย์ท่านหนึ่ง (ด.ร.บุญชัย) ได้ว่า ตามกฏของความไม่เที่ยง สรรพสิ่งล้วน มีขึ้น มีลง มีเปลี่ยนเเปลงไป...... ซึ่งบทเรียนข้อสำคัญของชีวิตข้อนี้ ตลาดทางการเงินกำลังสอนให้เราตระหนักรู้ว่า
.......ไม่ว่าเราจะขาดทุน .......ไม่ว่าเราจะกำไร
.......สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ เรารู้มีความรู้ตัว ในทุกๆการตัดสินใจรึป่าว
ถ้าเรามี เเสดงว่า เรากำลังเริ่มเข้าใจสิ่งที่ตลาดกำลังจะสอนบางอย่างให้เรา นั่นก็คือ" สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนเเปลง" หากเราเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ เราจะมีเเรงบันดาลใจที่จะลงทุนหรือเทรดอย่างมีความสุข เราจะเริ่มพบความรู้สึกสมดุลในชีวิต เราจะรู้สึกถึงความสุขเเละคุณค่าในชีวิตอย่างเเท้จริง เราจะเริ่มพบกับความสุขในทุกๆการลงทุน
ไม่ว่าการลงทุน นั้นจะขาดทุน .....เราก็สามารถจะเข้าใจ เเละมีความสุข
ไม่ว่าการลงทุน นั้นจะกำไร ......เราก็สามารถจะเข้าใจ เเละมีความสุข
......................เราจะมีความสุขกับทุกการกระทำ ที่เกิดขึ้นในตลาด
เเละในที่สุดเเล้ว เราก็จะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่า เเละ...ไม่ประมาท

8.06.2552

ตอนที่ 19 : จิม โรเจอร์ "อินเดียน่าโจนส์....เเห่งตลาดการเงิน"

ในบรรดาประวัติของเทรดเดอร์ระดับโลกทั้งหมด ผมชอบประวัติของจิมโรเจอร์ มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าโรเจอร์ เป็นคนที่มีสุดยอด Life Style ชัดเจนกว่าเทรดเดอร์คนอื่นๆ เป็นเทรดเดอร์ที่สามารถเชื่อมต่อความลุ่มหลงในการเทรด( Trading) เข้ากับ การท่องเที่ยว(Travelling) เเละการสอน (Teaching) นอกจากสามด้านนี้เเล้ว โรเจอร์ยังเป็นนักบุกเบิกอีกด้วย เมื่อเขาไม่สามารถหาดัชนีเกี่ยวกับตลาดสินค้าเกษตร (commodities) ที่เขาต้องการได้ เข้าก็สร้างมันขึ้นมาเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นดัชนีที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกไปเเล้ว โรเจอร์ได้หลุดเข้ามาสู่โลกเเห่งการเทรดโดยบังเอิญ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ค้นพบว่าตัวเองมีความลุ่มหลงในด้านการเทรดอย่างมาก จนได้มีคำกล่าวว่า "ตลาดห้นเเละตลาดการเงิน พร้อมที่จะจ่ายรางวัลตอบเเทนอย่างมหาศาลให้กับคนที่สามารถรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นบ้างในตลาด ซึ่งจิมโรเจอร์ พร้อมที่จะไขปัญหาเเม้ว่าจะทำงานให้เเบบฟรีๆ ก็ตาม เพราะเขาชอบความตื่นเต้นเเละท้าทาย"

โรเจอร์ได้กลับเข้าไปเรียนที่ Oxford เพิ่มเติมอีก 2 ปี โดยเน้นด้าน ปรัชญา เเละก็เศรษฐศาสตร์ เขาจะใช้เวลาว่างที่มีในการอ่านหนังสือ Economist , Financial time เเละฝันไว้ว่าเค้าจะเป็น "Gnomes of Zürich"
ผมขออธิบายเพิ่มเติมนะครับ Zurich เป็นเมืองนึงของประเทศสวิซเซอร์เเลนด์ ซึ่งขึ้นชื่อที่สุดด้านการเก็งกำไรในตราสารทุกประเภท คำว่า "Gnomes of Zürich" จึงตีความหมายว่า มีความสามารถในการลงทุนเเละเก็งกำไรขั้นสุดยอด

ในปี 1980 โรเจอร์กับโซรอสได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุน Quantum Fund โดยเขากล่าวว่า "ทุกๆวัน เวลาที่เขาตื่นมาตอนเช้า ไม่มีอะไรที่จะทำให้ เขามีความตื่นเต้น เเละมีความสุขอย่างมากได้เหมือนกับตลาดการเงิน" การทำงานเป็นเทรดเดอร์เหมือนการเล่นเกมส์ต่อปริศนา ที่ทุกๆวันจะมีเกมส์ใหม่ๆออกมาให้เราเล่นเสมอๆ เป็นที่สุดของความสนุกสำหรับเขา Quantum Funds นั้นสามารถสร้างผลตอบเเทนการลงทุนให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล ถึงกว่า 42 เท่า ภายในระยะเวลา 10 ปี ในขณะที่ผลตอบเเทนจากการลงทุนใน S&P 500 ได้เเค่เพียง 47% ซึ่งในปี 198o นั้นเองที่โรเจอร์ตัดสินใจที่จะเกษียณตัวเองออกจากกองทุน เเล้วเริ่มทำตามความฝันของตัวเองก็คือ เที่ยวรอบโลก พร้อมกับเขียนหนังสือ

จากเรื่องราวของโรเจอร์นั้นมีคำถามที่น่าสนใจ ตามมาซึ่งได้แก่........
1. อิสระ Vs ความมั่นคง ถ้าเราเลือกได้เราจะเลือกอะไร
2. ความสุข Vs รายได้ เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะทำในสิ่งที่เรารัก เราชอบ เเล้วรายได้จะตามมามหาศาลเฉกเช่นกับ โรเจอร์

ลองหาคำตอบดูนะครับ คำตอบเเต่ละคนคงไม่เหมือนกันเเน่ๆ เเต่การที่เราตั้งคำถามจำพวกนี้บ่อยๆ จะช่วยทำให้เราเห็นเเง่มุมชีวิตของตัวเราเองหลากหลายขึ้นครับ

8.04.2552

ตอนที่ 18 : สัมผัสเเห่งไมดาส Vs Trading

Midas หรือ King of Midas เป็นตำนานของกรีก ซึ่งทุกคนรู้จักเขา.....จากสุดยอดความสามารถที่เขาสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งทีทุกอย่างที่เค้าสัมผัสให้กลายเป็น......ทองคำได้อย่างง่ายดาย ไมดาสเป็นราชาของเมือง Pessinus ตามตำนานกรีกกล่าวว่า Silenus เเละ Dionysus (เทพเเห่งไวน์) เป็นเพื่อนสนิทกัน ได้พบปะพูดคุย เพื่อดื่มสังสรรค์กัน หลังจากที่ดื่มจนเมามายก็เเยกย้ายกัน Silenus ซึ่งมีอาการมึนเมาอย่างหนัก ได้หลงเข้าไปในเมืองPessinus ภายหลังชาวเมืองได้พบเข้าจึงได้นำตัวไปส่งให้ราชาเเห่งMidas ทางด้านราชานั้นรู้จักชื่อเสียงของ Silenus เป็นอย่างดี จึงให้การต้อนรับด้วยความสุภาพอ่อนน้อม เเละได้จัดการเเสดงที่ดีที่สุดเพื่อสร้างความสำราญให้กับ Silenus เป็นเวลาถึง 10 วัน 10 คืน ในวันที่ 11 ราชาพร้อมทหารได้พา Silenus กลับไปหาเทพ Dionysus เทพมีความยินดีมากที่เห็น Silenus กลับมาจึงให้พรราชาMidas 1 ข้อที่จะขอความสามารถพิเศษอะไรก็ได้ ราชาได้ขออำนาจวิเศษที่ทำให้ทุกสิ่งทุอย่างที่เขาสัมผัสกลายเป็นทอง .........ตั้งเเต่นั้นมาตำนาน"สัมผัสเเห่งไมดาสก็เกิดขึ้น"

ในหนังสือ "Cracking the millioniar mind"
ผู้เขียน (ที ฮาร์ฟ เอเคอร์) ได้เปรียบเทียบ "สัมผัสเเห่งไมดาส" กับเพื่อนของเขาซึ่งไม่ว่าจะทำกิจการใดก็เจริญรุ่งเรื่องไปหมด ลงทุนในหุ้นก็ก็กำไร ลงทุนกิจการก็รุ่งเรื่อง ซึ่งเขาได้สรุปว่าสัมผัสเเห่งไมดาส นี้สามารถฝึกฝนกันได้ ถ้าเราสามารถฝึกฝนจิตใจเราให้มองโลกในเเง่ดี เราก็จะดึงดูดเเต่สิ่งดีๆ เเละความสำเร็จเข้ามาสู่ในชีวิตของเราอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เเล้วมันเกี่ยวเรื่องของทักษะการเทรดอย่างไร
......ผลลัพธ์สุดท้ายของการฝึกฝนทักษะการเทรดตราสารต่างๆไม่ว่าจะ หุ้น ฟิวเจอร์ส ค่าเงิน หรือออปชั่น จนมีความเชี่ยวชาญเเล้วนั้น เราจะสามารถสร้างรายได้อย่างไม่จำกัด จากทุกเวลาเเละทุกสถานที่ เเละมีเวลาเหลือเฟือที่จะเอาไปสร้างสุดยอดLifestyle ให้กับตัวเอง เรียกว่าสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ เเละมีอิสระ โปรเทรดเดอร์อิสระในต่างประเทศหลายๆคน ได้เดินทางท่องเที่ยวไปพร้อมกับ Laptop เพื่อจะที่เทรดไปด้วย เเละสามารถท่องเที่ยวไปด้วยในขณะเดียวกัน ฟังดูเหมือนฝันไป เเต่มันเกิดจริงๆ กับสุดยอด Lifestyle นี้..... ซึ่งผมมองว่าไม่ได้ต่างอะไรไปจากสัมผัสเเห่งไมดาสเลยทีเดียว

8.03.2552

ตอนที่ 17 : ลงทุนครั้งเดียว........เก็บเกี่ยวตลอดชีวิต

ผมเคยคิดว่า มีอะไรบ้างที่เราลงทุนครั้งเดียว เเล้วเราสามารถที่จะได้รับผลของการลงทุนนั้นตลอดไป ซึ่งคำว่าลงทุนในที่นี้หมายถึง ทั้งการลงทุนด้วยเงินก็ดี ลงทุนเวลาก็ดี เนื่องจากเวลาเรามีเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น เวลาจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินด้วยซ้ำ เพราะเราไม่สามารถเรียกเวลากลับคืนมาได้ ...ในหนังสือ Rich Dad & Poor Dad ได้พูดถึงการลงทุนที่สามารถเก็บเกี่ยวผลต่อเนื่องไว้เช่นเดียวกัน เเต่ก็อาจจะเน้นไปที่ เรื่องของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ซึ่งการลงทุนชนิดดังกล่าวสามารถเก็บเกี่ยวรายได้จากการลงทุนนั้นทุกๆเดือนในรูปของค่าเช่า
......มต้องการจะสื่อให้เห็นว่ารอบตัวเรานั้นมีโอกาสที่จะสร้าง asset ที่สามารถอยู่ติดตัวเราตลอดไป ไม่ว่าจะเป็น asset ทางความรู้ ,asset ทางการเงิน ..........ผมจะลองยกตัวอย่างทั้งจากเเนวคิดของผมเองเเละเพื่อนสายการเงิน เเล้วเขียน Payoff (Cost - benefit) ของการลงทุนเเต่ละอย่างซึ่ง.....เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว เเต่สิ่งที่เราลงทุนไปนั้นสามารถที่จะอยู่กับเราตลอดชีวิตดูนะครับ สำหรับท่านนักลงทุนที่อยู่สายงานอื่นๆ ก็สามารถที่จะจินตนาการ สร้างภาพตามเเล้วลองเขียนต้นทุนที่ต้องใช้ กับผลลัพธ์ที่จะได้ในอนาคตดูของท่านเองดูครับ เเล้วท่านก็จะทราบว่าที่ท่านเขียนออกมาเป็นการลงทุนที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดไปหรือไม่

1.การเรียน Phd. (Doctoral Degree)
Cost (ต้นทุนที่เราจะต้องลงทุน)
-ต้องมีผลการเรียนที่ดีถึงจะสามารเรียนต่อสาขานี้ได้
-ต้องลงทุนเวลา ประมาณ 3-5 ปี เเละอาจจะต้องเเยกจากครอบครัวชั่วคราวไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ
-ลงทุนในภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผ่านrequirement ขั้นต่ำ เเต่เมื่อลงทุนศึกษา Eng จนเข้าใจเเล้วสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต
-ลงทุนเวลาฝึกฝนทักษะทางการคำนวณอย่างหนัก
Fruit (เมื่อเราลงทุนบางอย่าง ไปย่อมต้องได้รับผลตอบเเทน ผมขอใช้คำว่าผลนะครับ)
-สามารถกลับมาเป็นอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการอิสระ หรือที่ปรึกษาของบริษัทได้
-มีคำนำหน้าว่า ดร. ติดตัวไปตลอดชีพ ซึ่งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือติดตัวตลอดไป
-หากเป็นอาจารย์ ก็สามารถได้เเบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นได้ตลอดชีพ
-เมื่อเกษียณอายุเเล้ว ยังสามารถสอนได้ เเละสามารถเขียนหนังสือเพื่อส่งต่อความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง
-มีความอิสระพอสมควรในเวลาที่จะหยุดพักผ่อน
-มีรายได้หลายทางทีเดียว

2.การลงทุนเก็บ Cer ต่างๆของสายการเงิน
(สายการเงิน Cer มีความสำคัญค่อนข้างมากนะครับ)
Cost
-CFA : เป็นประกาศนียบัตรสำหรับ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เเละผู้จัดการกองทุน มี 3 ระดับ ใช้เวลาลงทุนประมาณ 2-3 ปี เเต่ละ1 level ต้องอ่านหนังสือขั้นต่ำ 250 ชั่วโมง เเละค่าสอบเเต่ละระดับ ประมาณ 1,000$
-FRM : เป็นประกาศนียบัตร ด้านการบริหารความเสี่ยง มี 2 ระดับ ใช้เวลาประมาณ 2 ปี เนื้อหาเน้นการคำนวณทางสถิติชั้นสูง
-CAIA เป็นประกาศนียบัตรด้าน Alternative investing (การลงทุนทางเลือก) สำหรับตราสารการลงทุนความเสี่ยงสูง มี 2 ระดับ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปีในการสอบ ค่าใช้จ่ายอยู่ 1,400$ ต่อ ระดับ
-CFP เป็นประกาศนียบัตรด้านการวางแผนทางการเงิน มีเนื้อหา 6 module
ประกาศนียบัตรต่างๆที่ผมพูดมานี้ ไม่ต้องเก็บทั้งหมดนะครับ ให้เราเลือกที่เหมาะกับตัวเราเท่านั้นก็พอ
Fruit
-ได้ความรู้เชิงลึกในด้านที่เราลงทุนศึกษา
-คำต่อท้าย ที่สามารถใช้ไปได้ ตลอดชีพ เช่น Andrew Scott,CFA Joe wittel,CFA,FRM ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเป็นผู้เชี่ยวชาญของทักษะนั้นๆ
-สามารถเลื่อนสู่ตำแหน่งที่ต้องใช้ความรับผิดชอบมากขึ้น

3.ทักษะการ Trading หรือ การลงทุน
(คำว่าได้ทักษะนี้มาเเล้ว ผมหมายความว่า สามารถสร้างผลตอบเเทนได้ต่อเนื่องตลอดไปนะครับ )
Cost
-เวลาในการฝึกช้อม ฝึกฝนอย่างหนัก อาจเจอช่วงเวลาที่เราล้มเหลวต่อเนื่องกัน เเต่ต้องไม่ยอมเเพ้ ถ้าเก่งจะใช้เวลา 1ปี (ฝึกเทรดทุกวัน ) ถ้าไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลย หรือไม่ค่อยมีเวลาก็อาจะใชเวลา 2-5 ปี
-เงินทุน อาจะต้องยอมลงทุนเงิน ทั้งในเรื่องการศึกษา ทั้งทดลอง Trade
Fruit
-ทักษะในการเทรด จะอยู่ติดตัวเราตลอดไป เราอาจะเคยได้ยินคำว่า "สัมผัสเเห่งไมดาส" คือเเตะถูกอะไรก็กลายเป็นทองไปหมด ถ้าเรามีทักษะการเทรดติดตัว เราจะสามารถทำเงินได้ทุกที่เเละทุกเวลาซึ่งผมมองว่าไม่ต่างอะไรกับสัมผัสไมดาส เลย เอาเป็นว่าพบกันตอนหน้าผมจะเขียนเรื่อง สัมผัสเเห่งไมดสเเล้วกันครับ
-มีรายได้จากการเทรด โดยรายได้จะค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเรารู้จักการบริหารการเงินที่ดี เเละทำให้มันทบต้น
-มีอิสระภาพทางด้านเวลา จะมีเวลาเหลือ มากมายที่เราสามารถจะท่องเที่ยวในวันเสาร์อาทิตย์ หรือพักผ่อนเมื่อเราเป็นเทรดเดอร์เต็มเวลา
-สุดยอด Life style เทรดเดอร์บางคนเอาเวลาส่วนใหญ่ไปท่องเที่ยว ทานอาหาร พักผ่อน ผมขอยกตัวอย่าง เทรดเดอร์ชาวไทยคนนึง ที่ผมรู้จัก เค้าเป็นนักเปียโนเเล้วเทรดสร้างรายได้พิเศษช่วงตอนกลางคืน ผมไปทานข้าวกับเค้าที่ร้านอาหารเพื่อคุยเรื่องเทรดเเละเรื่องทั่วไป ระหว่างคุยกันเค้าก็เอาLaptop มาตั้ง ต่อInternet ทำการเข้าเทรดตามระบบทันที (ต่อหน้าต่อตาผมเลย 555) เเละก็เป็นการทำเงินอย่างรวดเร็วปรากฏว่ามื้อนั้น เทรดเดอร์คนนั้นสามารถทำเงินได้มากกว่า ค่าอาหารถึง 2 เท่า ภายในเวลาไม่นานนัก ซึ่งก็เป็น Lifestyle ที่เเปลกไปอีกเเบบนึง เหมือนกัน
ผมได้ยกตัวอย่าง 3 ตัวอย่างใกล้ๆตัวผม ที่เป็นการลงทุนเวลา ตั้งเเต่ 1-5 ปี เเล้วสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบไปได้ตลอดชีพ ซึ่งนักลงทุนก็ลองคิดดูนะครับ ว่ารอบๆตัวท่าน มีทักษะอะไร หรือการลงทุนชนิดใด ที่สามารถลงทุนครั้งเดียวเเล้วเก็บเกี่ยวไปได้ตลอดชีพเช่นเดียวกัน

8.01.2552

ตอนที่ 16 : กระจายความเสี่ยง Vs โฟกัส

ในโลกของการเงิน เราจะได้ยินผู้คนมากมายพูดเรื่องของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ว่าควรจะเเบ่งสัดส่วนการลงทุนเข้าสู่ส่วนต่างๆ ดังคำกล่าวที่ว่า "จงอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าเดียวกัน"ซึ่งผมจะลองสมมุติสถานการณ์เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพตาม ถ้าเรามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท เราควรกระจายการลงทุน( Asset Allcoation) ไปยังตราสารต่างๆ โดยนาย ก. ได้เเบ่งสรรการลงทุนของเขาดังต่อไปนี้ ตราสารทุน หุ้น 50% กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% กองทุนรวมต่างประเทศ 10% พันธบัตรัฐบาล 5% เงินสด 5%
ซึ่งฟังเเล้วดูเหมือนจะดี สมบูรณ์เเบบ เพราะถ้าหากตลาดหุ้นไม่ดี เขาก็ยังมีผลตอบเเทนจากการลงทุนอื่นๆมาชดเชย ผมก็รู้สึกว่ามันน่าจะดี ......เเต่ทำไม
1.นักลงทุนที่มีชื่อเสียงอย่าง วอเรนท์ บัพเฟตต์ กลับลงทุนในหุ้นถึงเกือบ 100% ของพอร์ต
2.ปรมาจารย์ด้านการลงทุนหุ้นคุณค่า อย่างดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็ลงทุนในหุ้นเกือบเต็มพอร์ต
3.จิม โรเจอร์ มือขวาของจอร์จ โซรอสที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุน"ควอนตัมฟันด์" ก็ลงทุนในตลาดcomodities เเละหุ้นซะเกือบ 100%
4.สุดยอดนักลงทุน เเละเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับไม่ได้นำหลักการนี้มาใช้กันเลย

จนในที่สุดผมก็เจอหนังสือเล่มนึง "The Zurich Axioms" ซึ่งเรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาศวงการ ได้ให้เหตุผลไว้ค่อนข้างดีทีเดียว โดยได้พูดถึงข้อเสีย 3 ข้อใหญ่ๆของการกระจายการลงทุนดังต่อไปนี้

1.การกระจายความเสี่ยงขัดกับหลักการที่ว่า เราควรลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าเราตั้งต้นที่เงินทุนที่น้อยเเล้ว การกระจายความเสี่ยงก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูเเย่ลงกว่าเดิมอีก ยิ่งเรากระจายความเสี่ยงมากเพียงใด โอกาสที่เราจะได้กำไรเเบบเป็นกอบเป็นกำก็น้อยลงเพียงเท่านั้น จงเสี่ยงด้วยเงินลงทุนที่มีมากพอจะดีกว่า เเล้วเราอาจจะลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ดีก็เป็นได้

2.การกระจายความเสี่ยงทำให้ผลกำไรเเละขาดทุนของหลักทรัพย์เเต่ละตัวลบล้างกันไป ผลคือ....เราจบลงที่จุดเริ่มต้น เช่น เราเเบ่งเงิน 10 ล้านบาท ลงทุนในหุ้น 5 ล้าน พันธบัตรเเละทองคำ 5 ล้าน เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเกิดรุ่งโรจน์ขึ้นมา ---> ความต้องการกู้เงินมีมากขึ้น ---> ดอกเบี้ยขยับตัวสูงขึ้น ทำให้
-พันธบัตรของเรามีมูลค่าลดลง
-บรรดาผู้ถือทองก็พากันเทขายเพื่อ ให้ได้เงินสดคืน ไปลงทุนหรือฝากธนาคารในอัตราดอกเบี้ยสูงๆ
-หุ้นราคาสูงขึ้น จากการที่เศรฐกิจรุ่งโรจน์
สรุปคือ ได้กำไรจากหุ้น 2 ล้านบาท เเต่ขาดทุนจากทองคำ & พันธบัตร 2 ล้านบาท = ไม่ได้อะไร

3.การกระจายความเสี่ยงทำให้เรากลายเป็นนักเล่นกลที่พยามจะโยนลูกบอลขึ้นไปในอากาศมากลูกเกินไปในเวลาเดียวกัน เช่น เราโยนบอลขึ้นไปในอากาศ 6 ลูกพร้อมกัน (เสมือนการกระจายการลงทุนในหุ้น 6 ตัว) อยู่ๆ ลูกบอลครึงหนึ่งทำท่าจะวิ่งเฉไปทางอื่น โอกาสที่เราจะเเก้ไขสถานการณ์คงเป็นไปได้ยาก เเละอาจจะทำให้ลูกบอลที่เหลือตกพื้นไปหมดด้วย
นักลงทุนบางคนใน wall Street เชื่อว่า "จงใส่ไข่ทั้งหมดของคุณลงในตระกร้าใบเดียวกัน จากนั้นให้คอยเฝ้าดูตระกร้าใบนั้นอย่างใกล้ชิด " ใครก็ตามที่พูดเเบบนี้ เเสดงว่าเค้าไม่ใช่ลูกศิษย์ของทฤษฎีการกระจายความเสี่ยง

สำหรับผมเเล้ว ผมเชื่อทฤษฎีของการโฟกัส เปรียบเสมือนการใช้พลังเลนนูนส์ของเเว่นขยาย ที่เราทดลองกันสมัยเด็กๆ เมื่อมีการรวมพลังงานกันที่มากพอ จะสามารถทำให้เกิดความร้อนเเละลุกไหม้ขึ้นมาได้ การโฟกัสในการลงทุน จะช่วยให้เราได้ผลตอบเเทนที่สูง ถ้าเราเข้าใจ เเละเชี่ยวชาญเครื่องมือที่เราลงทุนดีพอ ผมมีคำถามที่จะช่วยให้ท่านนักลงทุนเห็นภาพชัดเจนขึ้นไปอีก โดยถ้าเราสามารถเลือกเป็นบุคคลต่อไปนี้ได้ เพียงเเค่คนเดียว เราจะเลือกเป็นใคร............ ใน 10ปี ต่อจากนี้

1.สุดยอดนักลงทุนในหุ้น มีความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่องหุ้นเนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึง รู้เรื่องการลงทุนในหุ้นเป็นอย่างดีติดอันดับมหาเศรษฐีหุ้นไทย เข้าใจงบการเงินทะลุปรุโปร่ง ทุกๆ วันนักลงทุนผู้นี้จะศึกษาเรื่องหุ้นก่อนเข้านอนวันละ 2 ชั่วโมงเพราะไม่ยอมหยุดพัฒนาความรู้ นอนหลับสบาย มีความสุขกับครอบครัว เเถมยังมีเวลาว่างๆ เเต่งหนังสือขายอีกด้วย
(นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร)

2.สุดยอดเทรดเดอร์ค่าเงินมีความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่องค่าเงินเนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึงประสบความสำเร็จมีพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่มหาศาล เคยสร้างรายได้สูงสุดคืนละ 3.5 ล้านบาทต่อคืน เทรดเดอร์ผู้นี้ยังคงใช้เวลาทำงานตอนกลางคืน 5 วันต่อสัปดาห์ ตั้งเเต่ 6 โมงเย็น ถึงเที่ยงคืนเพราะมีความสุขกับการเทรดมาก เสาร์-อาทิตย์ ไปเที่ยว เเละพักผ่อนกับครอบครัวเนื่องจากตลาดปิด ตอนกลางวันนั่งพักผ่อนเเละเล่นกับลูก
(นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ดาร์ วอง สุดยอดเทรดเดอร์ชาวฮ่องกง)

3.สุดยอดเทรดเดอร์ฟิวเจอร์ส -ออปชั่น มี ความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่องตราสารความเสี่ยงสูง เนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึงประสบความสำเร็จพอร์ตเติบโตเกิน 1,000 ล้าน เเต่ก็ยังศึกษาต่อเนื่องนั่งศึกษากลยุทธ์ออปชั่นวันละ 5 ชั่วโมง เข้าเทรดเดือนละ 2-3 ครั้ง มีเวลาถ่ายทอดความรู้ให้กับนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ อีกมากมาย หยุดพักผ่อนเพื่อท่องเที่ยวได้ เมื่ออยากไป
(นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ชาร์ค ฮิวส์ เเชมป์เทรด 6 สมัย)

4.สุดยอดนักลงทุนตามระบบ (System trader)มี ความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่อง System trading เนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี ในการสร้าง ทดสอบ เเละแก้ไขระบบเทรด เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึง เช็คทุกวันก่อนตลาดปิดวันละ 10 นาที (ทำงานวันละ 10 นาที) ว่าระบบส่งสัญญาณซื้อ หรือขาย มีเวลาท่องเที่ยวต่างประเทศยาวๆ ต่อเนื่องกันปีนึง 2 ครั้งๆ ละ1 เดือน ตอนกลางวันทำสวน อยู่กับบ้านเเละเดินทางออกไปทำบุญสร้างพระ ปฏิบัติธรรมบ่อยๆ
(นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ลุงโฉลก สุดยอด System trader ชาวไทย)

5.นักลงทุนผู้เชียวชาญ มีความรู้ในการลงทุนในการลงทุนทุกตราสาร เเต่ไม่เชี่ยวชาญเชิงลึก รู้ว่าจะต้องลงทุนอะไรบ้าง เนื่องจากใช้เวลาเรียนรู้ในการเรื่องการจัดพอร์ต เเละการริหารความเสี่ยง นักลงทุนผู้นี้ อาจจะสำเร็จก็ได้ เเต่ยังไม่มีตัวเเบบปรากฎที่ชัดเจน
(นักลงทุนผู้นี้ผมยังไม่มีตัวเเบบที่ประสบความสำเร็จ)

ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือว่า นักลงทุนในข้อ 1-4 ที่กล่าวมานั้น ล้วนใช้กลยุทธ์การโฟกัส ไปยังเครื่องมือที่เขาสนใจเพียงเครื่องมือเดียวเท่านั้น ศึกษาอย่างต่อเนื่อง ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม เเละก็ฝึกซ้อม จนมีความเชี่ยวชาญ จนในที่สุดผลลัพธ์ก็ปรากฏขึ้น ถ้าหากเรามีเวลาอีก 10 ปีในการที่พัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญได้เพียงด้านเดียว เราจะเลือกตัวเเบบใด..........